เขมชาติ สถิตย์ตันติเวช : ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด (โรงไฟฟ้าราชบุรี)

เขมชาติ สถิตย์ตันติเวช หรือ “ปู” เข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวชาววารสารฯ เมื่อเขาตัดสินใจสอบเข้ามาเรียนระดับปริญญาโทหลักสูตรวารสารศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารสื่อสารมวลชน หรือ MCA รุ่นที่ 1 เมื่อปี 2543 เขมชาติเล่าว่าตอนเด็ก ๆ ชอบฟังละครวิทยุของคณะเกศทิพย์ ทำให้เขาฝังใจอยากจะทำงานด้านบันเทิง และชีวิตก็ฉายแววมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถมที่ทางโรงเรีนชลราษฎร์อำรุง จ.ชลบุรี ให้เขาจัดรายการการวิทยุของโรงเรียนในช่วงเช้าก่อนจะเข้าห้องเรียน เพราะเขาเป็นคนเก่งภาษาไทยมาก พูดชัดถ้อยชัดคำและเจ้าบทเจ้ากลอน

นอกจากนี้เขมชาติยังเป็นนักกิจกรรมมากความสามารถมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนไม่เคยอยู่นิ่งชอบคิดไอเดียแปลกใหม่กับทุกกิจกรรมที่รับผิดชอบอยู่ตลอด ยิ่งไปกว่านั้นเขายังใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลาจนจบปริญญาตรี 1 ใบ และ ปริญญาโท 2 ใบ รวมทั้งวุฒิบัตรในหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อหาความรู้มาเสริมกับกิจกรรมที่ทำ ได้รับใบประกาศเกียติคุณจากหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนมากที่ไปเป็นจิตอาสาช่วยงานทั้งในหน้าที่และโดยสมัครใจส่วนตัว

#เริ่มชีวิตจิตอาสา

ด้วยหน้าที่การงานในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ โรงไฟฟ้าราชบุรีนั้น ทำให้เขมชาติต้องลงพื้นที่ทำงานกับชุมชนมาตลอด ประกอบกับความเป็นนักกิจกรรมที่ไอเดียบรรเจิดมาตั้งแต่เล็ก เขาจึงกลายเป็นนักพัฒนาที่เข้าไปช่วยเหลือทั้งชุมชน วัด โรงพยาบาลและโรงเรียน มาตลอดการทำงานกว่า 30 ปี จนได้รับการยกย่องจากทางจังหวัดให้เป็น”คนดีศรีราชบุรี”

เขมชาติเริ่มงานจิตอาสาแรกเมื่อปี 2550 ด้วยการมาสมัครทำหน้าที่เป็น “ผู้ประนีประนอม” ให้กับศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดราชบุรี โดยเมื่อมีคดีที่มีผู้ต้องหาเป็นเยาวชนและไม่ต้องการให้คดีนั้น ๆ เข้าสู่กระบวนการทางศาล จึงมีการตั้งคนกลางขึ้นมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทโดยสันติวิธี “พอเราเข้าสู่กระบวนการเหล่านี้แล้ว ทางศาลเห็นผลงานผมว่ามีทักษะดี ต่อมาในปี 2551ผมเลยได้รับการทาบทามให้มาทำงานต่อเนื่องเป็นอาสาสมัครคุมประพฤติเยาวชนที่ต้องโทษเรื่องคดียาเสพติด ของสถานพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งเยาวชนเหล่านี้ไม่ต้องโทษจำคุก แต่จะใช้วิธีคุมความประพฤติ หน้าที่จิตอาสาอย่างผมคือต้องเข้าไปเยี่ยมเยียนเยาวชนถึงที่บ้านเพื่อไปติดตามความประพฤติของเขาว่าดีขึ้นหรือไม่”

เมื่อตั้งใจจะมาทำงานจิตอาสาแล้ว เขมชาติก็ทุ่มเทให้กับงานนี้มากจนได้ต่อยอดไปเป็นจิตอาสาแก้ปัญหาเยาวชนเรื่องความขัดแย้งภายในโรงเรียนแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน

“ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาเยาวชนเรื่องความขัดแย้งภายในโรงเรียนนั้น เพราะผมดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดราชบุรี ปัญหาที่เกิดขึ้นคือในโรงเรียนหลายแห่งนั้นครูจะใช้วิธีทำโทษเด็กนักเรียนด้วยการตี ผมก็แนะนำว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงในการทำโทษเด็ก แต่ควรใช้มาตรการทางสังคมเพื่อลดความรุนแรงของเด็ก นอกจากชี้แนะแล้วผมก็สมัครเป็นคนกลางทำหน้าที่ไกลเกลี่ยความขัดแย้งระหว่างครูกับผู้ปกคอง และครูกับนักเรียนด้วย”

เมื่อเดินมาเส้นทางจิตอาสาทางด้านนี้แล้ว เมื่อปี 2553 เขมชาติจึงตัดสินใจเรียนปริญญาโทอีกใบหนึ่ง คือ สาขาบริหารการจัดการความขัดแย้งแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ฯ “ที่สนใจไปเรียนเพราะผมมองว่าในอนาคตมนุษย์จะมีความขัดแย้งกันค่อนข้างมากขึ้น แต่ประเด็นคือเราจะอยู่กับความขัดแย้งอย่างไรให้ได้ ประกอบกับที่ผมเรียนด้านบริหารการสื่อสารจากวารสารมา จึงสนใจมาทำเรื่องบริหารจัดการความขัดแย้งในทุกมิติ”

#ดูแลจิตใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย

มีอยู่วันหนึ่งทางโรงพยาบาลประจำจังหวัดราชบุรีได้จัดประชุมใหญ่เรื่องการสร้างธรรมาภิบาลภายในโรงพยาบาล เขมชาติรับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ในฐานะตัวแทนของโรงไฟฟ้าราชบุรี ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่และมีองค์ความรู้ด้านบริหารจัดการเพื่อให้ธุรกิจเกิดรายได้ ขณะที่ประชุมมีการยกประเด็นเรื่องสถิติบุคลากรของโรงพยาบาลถูกฟ้องร้องระหว่างแพทย์ -พยาบาลกับคนไข้-ครอบครัวคนไข้ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

“ผมได้ฟังปัญหาเหล่านี้จึงบอกว่าผมจบมาทางด้านบริหารความขัดแย้ง ผมขออาสามาแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับโรงพยาบาล จากนั้นผมก็เริ่มศึกษาปัญหาทั้งหมดและเข้าไปช่วยโรงพยายาลโดยเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงค่อย ๆ สร้างกระบวนการอบรมเพื่อสร้างบุคลากรของโรงพยาบาลขึ้นมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทแทนผม รวมถึงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ร่วมกันพิจาณาไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นของโรงพยาบาลโดยเฉพาะ”

จากอาสาสมัครทำเรื่องไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างโรงพยาบาลกับคนไข้ งานของเขมชาติก็เริ่มก้าวไปรับผิดชอบอีกเรื่องคือการเข้าไปเป็นจิตอาสาให้กับ”ผู้ป่วยระยะสุดท้าย”

“เดิมโรงพยาบาลมีทีมที่ทำเรื่องผู้ป่วยระยะสุดท้ายอยู่แล้ว แต่กระบวนการสื่อสารกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายอาจผิดวิธี จะเห็นว่าพยาบาลชอบเปิดบทสวดมนต์ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้าย แต่เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ความต้องการของผู้ป่วยก็ได้ ดังนั้นเรื่องแบบนี้เราต้องใช้การฟังมากกว่าการพูด ไม่ใช่การชี้นำหรือเอาตัวเองเป็นหลักว่าผู้ป่วยน่าจะต้องการแบบนี้ ซึ่งความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หน้าที่ของเราคือทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากไปอย่างมีความสุข ดังนั้นเริ่มต้นเราต้องรู้ก่อนว่าความสุขของผู้ป่วยคืออะไร วิธีการคือเราไม่ใช่ดูแลเพียงร่างกายเท่านั้น แต่ต้องเข้าอกเข้าใจและมองลึกเข้าไปถึงจิตใจของผู้ป่วยด้วย”

#เคสแรกอยู่ข้างผู้ป่วยจนสิ้นลม

เขมชาติเริ่มงานจิตอาสาเพื่อส่งผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้เดินไปสู่ถนนแห่งความตายจนสิ้นลมหายใจอย่างสงบสุข สำหรับเคสแรกนั้นคือผู้ป่วยเป็นสามีของหัวหน้าพยาบาลในโรงพยาบาลที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย โดยหมอวินิจฉัยว่าผู้ป่วยน่าจะมีชีวิตอยู่ไม่เกิน 15 วัน

“เมื่อหมอบอกว่าคนไข้รายนี้จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 15 วันนั้น เราต้องเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์โดยใช้ “จิตต ปัญญา” คือใช้ปัญญามาพิจาณาด้วยการทำความเข้าใจกันสถานการณ์รอบตัว รวมถึงจิตในสภาวะต่าง ๆ ของผู้ป่วย โดยไม่ใช้ใจเราตัดสิน เพื่อนำไปสู่การรับฟังและเข้าใจความรู้สึก ความต้องการอย่างแท้จริงของผู้ป่วย”

เขมชาติชี้แนะว่าสิ่งที่ไม่ควรพูดกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายคือบอกว่าเขาจะหายจากโรคหรือเชียร์ให้ต่อสู้กับโรค เพราะผู้ป่วยระยะสุดท้ายย่อมรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าความตายกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ดังนั้นในทุก ๆ วันเขมชาติจะแนะนำให้ญาติผู้ป่วยคอยพูดประโยคที่ใช้ส่งพลังให้ผู้ป่วยจิตใจฟูขึ้นมีพลังชีวิตที่เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อผู้ป่วยจิตใจมีพลังขึ้น กล้ามเนื้อที่ใบหน้าจะคลายออก ความเจ็บปวดที่มีอยู่จะผ่อนลงเพราะจิตไป memory ในเชิงบวกแล้ว เป็นการเตรียมจิตใจผู้ป่วยเดินไปสู่ความตายด้วยจิตใจที่สงบสุข

ช่วงระยะเวลา 15 วันนั้น เขาอยู่กับญาติผู้ป่วยทุกวันและแนะให้ญาติชวนผู้ป่วยคุยในเรื่องที่ทำให้เขามีความสุข อาจเป็นเรื่องคุณงามความดีที่ผู้ป่วยภาคภูมิใจ รวมถึงเรื่องราวที่ผู้ป่วยยังเป็นห่วง หรือมีเรื่องอะไรที่คิดว่ายังไม่ได้ทำบ้าง และที่สำคัญควรจะถามเรื่องเหล่านี้ในตอนที่ผู้ป่วยยังมีสติรับรู้อยู่

และเมื่อถึงวาระลมหายใจสุดท้ายของผู้ป่วยกำลังจะหมดไป เขมชาติได้ให้ความรู้ว่าผู้เป็นญาติควรจะต้องพูดโดยใช้วิธีกระซิบที่ข้างหูผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้นสิ่งที่ดับสุดท้ายไม่ใช่ลมหายใจแต่คือหู และขณะที่พูดควรจับมือผู้ป่วยไว้เพื่อเป็นการส่งผ่านสัมผัสที่อ่อนโยนและส่งพลังเพื่อให้ผู้ป่วยรู้ว่าเราอยู่เคียงข้างเขา เพื่อให้เขารับรู้ว่าได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่เดียวดายไร้ญาติมิตร ส่วนคำพูดนั้นควรจะเป็นเรื่องที่ให้เขาหมดห่วงและจากไปอย่างสงบ

“ผมอยู่กับเคสนี้จนถึงวาระสุดท้าย คนที่จะพูดกับผู้ป่วยในวาระสุดท้ายไม่ใช่ผม แต่ควรเป็นภรรยาของเขา เมื่อผู้ป่วยใกล้จะสิ้นลมแล้ว ผมให้ภรรยามายืนข้าง ๆ แล้วกระซิบบอกกับผู้ป่วยว่าพี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ขณะที่พูดต้องจับมือด้วย บอกว่าน้องจะดูแลลูก ๆ ให้ดีที่สุด จบคำพูดผู้ป่วยก็มีอาการเฮือกสุดท้ายก่อนจะหมดลมหายใจจากไปอย่างสงบ แต่หน้าที่ของผมยังไม่จบ เพราะคนที่มีชีวิตยังมีความทุกข์ ผมก็พยายามปลอบใจญาติ ๆ เพราะตอนนี้ความทุกข์อยู่ที่คนมีชีวิตแล้ว ส่วนผู้วายชนม์ไม่ได้รับรู้อะไรอีกแล้ว ทุกวันนี้พี่พยาบาลคนนี้ก็ยังมาขอบคุณผมที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาในช่วงเวลาที่เขาทุกข์ที่สุด”

#ผู้ป่วยที่จิตอาฆาตพยาบาท

เขมชาติทำหน้าที่เป็นจิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้กับโรงพยาบาลประจำจังหวัดราชบุรีมานานถึง 10 ปี ในระหว่างนั้นนอกจากทำหน้าที่นี้แล้ว เขาได้ทำหลักสูตรฝึกอบรมพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ให้สามารถปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างถูกวิธีด้วยการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ส่วนเขมชาตินั้นเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกอบรมและรับทำกรณีเคสที่ยาก ๆ เท่านั้น

“เมื่อ 2 – 3 ปีผ่านมาทางโรงพยาบาลขอให้ผมมาช่วยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอีกเคสหนึ่ง เพราะเคสนี้ยากจนทางโรงพยาบาลเอาไม่อยู่ คือเคสนี้ไม่เกี่ยวกับอาการของผู้ป่วย แต่เป็นเรื่องความอาฆาตพยาบาทที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีต่อแม่ของตัวเอง ที่ยากเพราะเขาไม่ได้ทรมานจากโรค เนื่องเพราะเขาเป็นคนเก่งศึกษาเรื่องมะเร็งมามากและรู้ว่าตัวเองกำลังจะเสียชีวิต แต่จิตใจยังอาฆาตแค้น ซึ่งการที่จะทำให้คน ๆ หนึ่งคลายความพยาบาทที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก”

ปมเหตุของเรื่องนี้เกิดจากผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีอาชีพเป็นพยาบาลใหญ่แหงหนึ่ง เธอมีความฝังใจมาตั้งแต่เล็กว่าแม่ลำเอียงไปรักน้องชายมากกว่าตนเองมาตลอด แม้กระทั่งตอนมีแฟนแม่ก็กีดกัน จนในที่สุดเธอตัดสินใจแต่งกับผู้ชายที่แม่กีดกัน แต่โชคร้ายที่เธอไม่รู้ว่าผู้ชายก็มีภรรยาแล้วจึงกลายเป็นสมรสซ้อน ทำให้เธอต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวตั้งแต่ยังสาว แม้ปัจจุบันเธอจะมีหน้าที่การงานที่ดีมีชื่อเสียงในวงสังคม แต่ลึก ๆ ในใจยังมีปมที่เจ็บแค้นที่โทษว่าชีวิตที่ไม่สมหวังเพราะแม่เป็นต้นเหตุ ความทุกข์ที่สะสมมานานเป็นบ่อเกิดของมะเร็ง

“ระหว่างที่เขารู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและรักษาอยู่ โรงพยาบาลนั้นเป็นช่วงโควิดแพร่ระบาดด้วย พี่พยาบาลคนนี้ได้เจริญสติ โดยใช้วิธีการการสวดมนต์และนั่งสมาธิตลอด ทำให้จิตใจปลงและสงบไปได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่สามารถปล่อยวางได้คือ ความพยาบาทที่มีต่อแม่ของตัวเอง ดังนั้นขณะที่ป่วยก็ไม่อนุญาตให้แม่ในวัย 83 ปีมาเยี่ยมเลย”

ในช่วงการรักษาด้วยการประคับประคองอาการอยู่นั้น เขมชาติได้พยายามให้ผู้ป่วยคลายความกังวลเรื่องราวต่าง ๆ ลงไปเรื่อย ๆ จนช่วงเวลาที่เธอใกล้จะสิ้นลมแล้ว เขมชาติจึงได้เอ่ยถามว่ามีอะไรค้างคาใจอยากจะทำไหม เธอจึงบอกว่าในชีวิตตั้งใจจะถวายผ้าไตรจีวรให้กับวัด

“ ผมจึงบอกกับพี่พยาบาลว่าการถวายผ้าไตรนั้นถือเป็นการทำบุญได้อนิสงฆ์ยิ่งใหญ่ และส่วนเรื่องคุณแม่นั้นมีอะไรก็ให้รีบทำขณะที่กำลังมีลมหายใจอยู่ ขอให้อโหสิกรรมกันจะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจกันในชาตินี้ ในที่สุดพี่พยาบาลก็ตกลงใจจะถวายผ้าไตรพร้อมคุณแม่”

“ วันที่เตรียมของพร้อมถวายผ้าไตรนั้นพี่พยาบาลมีอาการทรุดหนักมากจนใกล้จะเสียชีวิตแล้ว ส่วนคุณแม่ไม่สามารถมาได้เพราะอยู่ในช่วงโควิด พวกเราจึงช่วยทำการไลฟ์สดให้แม่ลูกได้คุยกันเป็นครั้งสุดท้าย ผมได้อาสานำทำพิธีถวายผ้าไตรพร้อมกับพี่เจี๊ยบ คุณแม่และครอบครัวเพื่อขออนุโมทนาบุญ ขณะที่พี่พยาบาลซึ่งตอนนั้นเจาะคอแล้วพูดไม่ได้ แต่ก็พยายามอย่างมากที่จะกล่าวคำ “ขอโทษ” กับคุณแม่ ซึ่งใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะพูดคำนี้ออกมาได้ เมื่อพูดจบแล้วก็จากไปอย่างสงบ”

#งานจิตอาสาคือ “วิถี” ของชีวิต

การเป็นจิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย จะต้องเผชิญกับสถานการณ์อยู่ข้างเตียงผู้ป่วยจนสิ้นลมหายใจ สัมผัสกับสภาวะสิ้นวัง โศกเศร้าเสียใจ หดหู่ สำหรับบางคนเจอสถานการณ์นี้อาจมีอารมณ์ร่วมไปด้วยซึ่งอาจมีผลกระทบถึงจิตใจในการดำรงชีวิต ดังนั้นจิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจึงเป็นหน้าที่ที่มีน้อยคนจะทนทำได้นาน

แต่สิ่งที่เขมชาติยังยืนหยัดที่จะทำหน้าที่นี้ต่อเนื่องมาถึง 10 ปีนั้น เขาให้ข้อคิดเตือนใจว่า “ที่ผมเป็นจิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจเห็นแต่เรื่องเศร้า คนเสียชีวิต แต่เราอย่าไปจมกับความทุกข์ เพราะถ้าเราไปจม เราจะเป็นตัวละครในนั้น เราต้องชักสะพานนี้ออกมาจากปัญหาตรงนั้น แต่เมื่อไหร่ที่เราทอดสะพานแล้วไม่สามารถชักกลับเราก็จะจมอยู่กับเรื่องนั้นจนหาทางออกไม่ได้ เราจะกลายเป็นหนึ่งในตัวละครไปแล้ว สำหรับผมใช้ธรรมะที่เคยศึกษามาเป็นตัวช่วยให้ปลง”

“ทำไมถึงอยากเป็นจิตอาสา” เป็นคำถามสุดท้ายก่อนจบการสนทนา

“ผมว่าเรื่องจิตอาสานั้นอยู่ใน DNA ของผมมาตั้งแต่เกิด และกลมกลืนกลายมาเป็นวิถีในชีวิตผมไปแล้ว เมื่อ DNA อยู่ในตัว ผมก็ไปแสวงหาองค์ความรู้เพิ่มขึ้น เพื่อมาต่อยอดงานจิตอาสา ให้มีระบบขึ้น เอามาประยุกต์เป็นกระบวนการในสไตล์ของผมเอง ”

สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ขอชื่นชมในความเสียสละ และการทำงานจิตอาสาโดยใช้หลักการสื่อสารที่ได้เรียนมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างแท้จริง

#ศิษย์JCTUที่เราภาคภูมิใจ

#JCupdate

#JCTU

#JCTUAlumni

#จิตอาสาตัวจริง

#สมาคมวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์

Leave a Reply

Discover more from สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading