ชื่นจิต เจริญพงศ์ชัย : ผู้ประกาศข่าว PPTVHD 36

ศิษย์เก่าของคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จบออกไปเป็นพิธีกรและผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์มีเป็นจำนวนมาก และจอย-ชื่นจิต เจริญพงศ์ชัย BJM รุ่น 2 เป็นอีกหนึ่งที่โลดแล่นอยู่ในอาชีพผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่อง PPTVHD36 ระยะเวลา 9 ปี ที่ทำงานอยู่ในสายผู้ประกาศข่าวเรียกได้ว่า โหดสำหรับคนที่เริ่มต้นจากศูนย์อย่างเธอ แม้ว่าวันนี้เริ่มมีคนจดจำผู้ประกาศข่าวสาวผู้มีใบหน้าสวยหวาน อ่านข่าวลื่นไหลคนนี้ได้บ้างแล้ว แต่จอยยังบอกว่า หนทางของความสำเร็จยังอยู่อีกไกล

เพราะความที่เป็นเด็กเก่งภาษาอังกฤษ ตอนเรียนมัธยมปลายสามารถสอบชิงทุนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนเพื่อไปศึกษาที่อเมริกา

“ตอนอยู่ที่นั่น มีเวลาว่างก็ดูทีวี เห็นผู้ประกาศข่าวตามสถานีโทรทัศน์ของอเมริกา ดูแล้วพวกเขาเก่ง เท่ห์มาก เลยเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเป็นผู้ประกาศข่าวบ้าง” จอย เล่าถึงที่มาของการตัดสินใจเดินทางทางสายผู้ประกาศข่าว

เมื่อตัดสินใจกับอาชีพในอนาคตแล้ว จอยก็เดินหน้ามาสอบเข้าคณะวารสารศาสตร์ฯมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตร Bachelor of Arts in Journalism (Mass Media Studies ) หรือ BJM รุ่นที่ 2 พอเรียนอยู่ปี 3 ก็เลือกเรียน Online Journalist เพราะคิดว่าผู้ประกาศข่าวที่สมบูรณ์แบบไม่เพียงนั่งอ่านข่าวเท่านั้น แต่ควรหาข่าวและเขียนข่าวให้เป็นด้วย

4 ปีที่เรียนอยู่คณะวารสารฯนั้น สิ่งที่ประทับใจคือการได้เรียนกับผู้ประกาศข่าวมืออาชีพหลายคนที่หมุนเวียนกันมาเป็นอาจารย์ถ่ายทอดประสบการณ์จากสนามจริงเพื่อเปิดโลกกว้างให้แก่นักศึษา อาทิ เอ๋- พัชรี รักษาวงศ์ ผู้ประกาศข่าว NHK และพิธีกรผู้มากความสามารถ , เต้ – สุผจญ กลิ่นสุวรรณ พิธีกรรายการ English Breakfast “ ที่เก็บเกี่ยวได้จากคณะวารสารฯ คือประสบการณ์ของรุ่นพี่ในวงการที่มาสอน ทำให้มีแรงบันดาลใจในการเรียน ”

#ก้าวแรกบนเส้นทางผู้ประกาศข่าวเริ่มจาก”ศูนย์”

จอย สมจิต หอบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากคณะวารสารศาสตร์ฯ ออกมาเผชิญโลกกว้าง โดยเริ่มงานครั้งแรกที่ มีเดีย สตูดิโอ บริษัทในเครือมีเดีย ออฟ มีเดีย ช่องโทรทัศน์ระบบเคเบิ้ลทีวี อยู่ในทีมข่าวต่างประเทศมีหน้าที่แปลข่าวทำข้อมูลเพื่อป้อนรายการประเด็นเด็ดเจ็ดสี

ทำได้ไม่นานก็มีโอกาสเริ่มต้นฝันของตัวเองได้แล้ว คือได้ทำรายการข่าวต่างประเทศแบบครบวงจร “ตอนนั้นจอย ต้องหาข่าวเอง เลือกข่าวเอง แปลข่าวจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เขียนสคริป แล้วก็จัดรายการข่าวคนเดียว อ่านข่าวเอง คือเรียกว่าจอยเริ่มต้นจากศูนย์เลยเพราะไม่เคยทำรายการมาก่อน”

ที่โหดคือ “เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง” ไม่มีใครมาสอนงาน เธอจึงต้องเรียนผิดเรียนถูกและเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ เธอบอกว่าโชคดีที่เป็นช่องเคเบิ้ลทีวีที่มีคนดูน้อยกว่าช่องหลัก การทำงานจึงไม่ค่อยกดดันมาก

“ ยุคนั้นเคเบิ้ลทีวีคนดูน้อยกว่าช่องใหญ่ เคเบิ้ลทีวีจึงกลายเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ตอนจอยอ่านข่าวช่วงแรก ๆ แข็งเป็นหุ่นยนต์เลย อ่านผิดอ่านถูก ส่วนเขียนข่าวก็ค่อย ๆ พัฒนาดีขึ้นเรื่อย ๆ

พอทำสายนี้ได้ 2 ปี จอยก็ได้ขยับมาเป็นพิธีกรรายการข่าวเช้า เป็นการเล่าข่าวคู่กับ บุญญิตา งามศัพพศิลป์ ( ปัจจุบันอ่านข่าวอยู่ช่อง 8 ) จากนั้นก็ได้ย้ายมาอยู่กับบริษัท News Connect ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำข่าวป้อนให้สถานีโทรทัศน์ PPTV ครั้งนี้ถือว่าขยับมาเวทีใหญ่ขึ้นโดยมาทำข่าวภาคค่ำให้กับสถานีโทรทัศน์ PPTV ในช่วงข่าวต่างประเทศซึ่งต้องทำเหมือนเดิมคือ หาข่าว แปลข่าว พร้อมกับเป็นผู้ประกาศข่าวไปด้วยครบวงจร

#เส้นทางสุดโหด

“จอยทำอยู่ที่ News Connect ได้ 2 ปี จึงได้ย้ายมาเป็นพนักงานของช่อง PPTV เต็มตัว เพราะตอนนั้นผู้บริหารของสถานีมีนโยบายเสริมทัพข่าวต่างประเทศในช่วงข่าวภาคดึก จอยจึงได้โอกาสจากผู้บริหารวางตัวให้มาอ่านข่าวช่วง 5 ทุ่ม เป็นการอ่านสดทั้งรายการเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ตอนนั้น feedbackเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราก็รู้สึกว่าเรายังต้องเก่งกว่านี้ พยายามพัฒนาตัวเองด้วยการดูรุ่นพี่ที่เก่งเป็นไอดอล ”

หลังจากเป็นผู้ประกาศข่าวภาคค่ำมาได้ 2 ปี จอยก็ถูกท้าทายความสามารถอีกครั้งโดยบกกอข่าวมอบหมายให้เธอขยับมาอ่านข่าวช่วงเที่ยง ในช่วงเวลา 11.00 – 12.45 น ใช้เวลาอ่านข่าว 1 ชม. 45 นาทีกับปริมาณข่าวเกือบ 20 ข่าว เรียกว่าโหดกว่านี้ไม่มีอีกแล้วสำหรับจอย เพราะเธอเริ่มจากข่าวต่างประเทศมาตลอด การเปลี่ยนสนามข่าวทำให้เธอแทบไม่มีพื้นฐานข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเลย แม้จะมีเวลา 2 ชม.เพื่อเตรียมตัวก่อนจะเข้ารายการโดยศึกษาทุกข่าวที่จะต้องอ่านก็ตาม แต่ก็ยังมีปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย

“ปกติของข่าวเที่ยงคือ ทุกข่าวที่ต้องอ่านนั้นไม่ใช่ว่าจะเขียนเสร็จครบทุกข่าว บางข่าวก็เพิ่งจะเอาเข้ามาให้ขณะกำลังอ่านข่าวอื่นอยู่ ถ้าเจอแบบนี้จอยซึ่งเพิ่งหัดใหม่ก็จะตื่นเต้นมาก เพราะปกติก็อ่านภาษาไทยถูก ๆ ผิด ๆ อยู่แล้ว กลายเป็นพูดลิ้นพันกัน พูดเร็วไปก็มี ช่วงนั้นต้องมีคนมาคอยช่วยให้จังหวะในการอ่าน กว่าจะฝึกจนคุ้นชินก็ใช้เวลาเป็นปีเลย”

ตอนเริ่มมาอ่านข่าวภาคเที่ยงมี Feedback จากคนดูที่ถาโถมเข้ามาต่อว่าผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่อย่างจอยเยอะมาก เรื่องอ่านผิด “คนดูจะคอมเม้นต์เวลาเราอ่านผิด ตอนนั้นภูมิต้านทานต่ำมาก ถึงกับร้องไห้ แต่ลึก ๆ เราก็บอกกับตัวเองว่าต้องพยายามแก้ไข ปกติจอยเป็นคนสู้อยู่แล้วแต่ตอนนั้นอาจ sensitive นิดหนึ่งกษบอกกับตัวเองว่า ผิดก็เอาใหม่”

วิธีแก้ปัญหาของจอยคือ ทุกวันหลังจากอ่านข่าวแล้ว เธอจะนำสคริปข่าวของวันนั้นกลับไปบ้านเพื่อลองอ่านใหม่อีกครั้ง คำไหนที่อ่านผิดก็ใช้ปากกาวงแล้วลองอ่านซ้ำ ๆ บอกกับตัวเองว่าเราจะต้องไม่อ่านผิดอีก บางครั้งก็นำเทปเก่ากลับมาย้อนดู ซึ่งเธอยอมรับว่าขั้นตอนพวกนี้ทำให้เจ็บปวดทุกครั้งที่มองเห็นความผิดพลาดของตัวเอง

“ตอนนั้นบอกตรง ๆ ว่าเราก็กดดันตัวเองว่าอยากเก่ง ๆ จะได้หลุดพ้นจากเรื่องแบบนี้เสียที บางครั้งบอ.กอ.ไลน์มาบอกว่าอ่านคำนี้ผิดอีกนะ เราก็ยิ่งกดดันตัวเอง กว่าจะผ่านช่วงนี้ไปไม่ง่ายเลย เรียกว่า ถ้าเป็นบางคนอาจยอมแพ้ไปเลย”

#รายการทอล์คสุดหิน

เมื่อถามจอยว่าอ่านข่าวแนวไหนยากที่สุด คำตอบคือ “รายการทอล์คค่ะ”

อ่านข่าวเที่ยงมาประมาณ 2 ปี พอจะเริ่มคุ้นชินกับงานใหม่ จอยก็ถูกย้ายมาทำรายการทอล์คชื่อ “เป็นเรื่องเป็นข่าว” เป็นรายการสัมภาษณ์สด ซึ่งเธอบอกความรู้สึกตอนที่ได้รับมอบหมายงานใหม่ว่าเหมือนกับโยนลงสนามไปสู้กับเสือ

“พิธีกรอ่านข่าวว่ายากแล้วรายการทอล์คถือว่ายากสุด เพราะอ่านข่าวเรายังเข้าใจเนื้อหาที่อยู่ในสคริปคือพยายามอ่านให้รู้เรื่อง แต่พอเป็นรายการสัมภาษณ์แล้ว เราจะต้องรู้เรื่องนั้นแบบรู้ลึกรู้จริงพราะจะต้องตั้งคำถามได้ คือความยากมีหลายระดับ อย่างตั้งคำถามแล้วถ้าแขกรับเชิญไม่ตอบ เราจะต้องแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อจะเอาคำตอบให้ได้ แล้วต้องคุมทุกอย่างให้อยู่ภายในระยะเวลาที่กำหนด และที่สำคัญเราจะต้องเก็บทุกประเด็นให้หมดก่อนจบรายการ อันนี้หินสุดจริง ๆ”

รายการ “เป็นเรื่องเป็นข่าว” จอยจะเป็นผู้ดำเนินรายการคนเดียวภายในเวลาครึ่งชั่วโมง ถ้าแขกไม่สะดวกมาสตูดิโอก็ต้องเปลี่ยนเป็นโฟนอิน อันนั้นโหดสุด ๆ ยิ่งเครียดมากขึ้นไปอีก พอเข้ารายการมาธอจะต้องมีหน้าที่เกริ่นเนื้อหาเหมือนปูพื้นก่อนว่าวันนี้มีเรื่องอะไร แล้วค่อยมาคุยกับแขกรับเชิญ สำหรับรายการทอล์คนั้น ฟีดแบคที่ได้รับจากหัวหน้าข่าวโหดกว่าอีกทุกๆ งานที่เธอเคยทำมา

“ปกติจอยเป็นคนเปิดรับฟังคำวิจารณ์ได้หมดเลย แต่คราวนี้พี่ ๆ ก็ใส่เต็มที่เลย “ถามอย่างนี้อย่าถามเลยดีกว่า” ซึ่งก็ดีที่เขามี feedback กลับมาให้จอยเพราะอยากให้เราเก่งเร็ว ๆ ซึ่งเราก็ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปแก้ไขไปเรื่อย ๆ เพื่อให้มีประสบการณ์ในการทำงาน

ตอนนั้นจอยทำรายการข่าวเป็นเรื่องเป็นข่าวสักระยะหนึ่งก็เริ่มชินกับเวทีแล้ว แม้จะไม่ตื่นเต้นแต่ก็ยังเครียดอยู่รู้สึกว่าเส้นทางนี้ไม่เหมาะกับตัวเรา โดยเฉพาะประเด็นการเมืองรู้สึกว่ามันยาก เราตั้งคำถามยังไม่คม”

#อ่านข่าวVSเล่าข่าว

จอยตั้งข้อสัเกตว่าตั้งแต่ช่วงโควิดมาจนถึงปัจจุบัน วิธีการอ่านข่าวโทรทัศน์ค่อนข้างจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยอ่านตามสคริป เดี๋ยวนี้เป็นลักษณะกึ่ง ๆ เล่าข่าวกับแทบทุกช่อง ช่วงโควิดคนทำงานส่วนมากต้อง Work from Home จอยรู้สึกเหมือนโลกเปลี่ยนส่งผลถึงการเสพย์ข่าวของคนก็เปลี่ยนไปด้วย เช่น มีข่าวออนไลน์มากขึ้น รวมถึงวิธีการนำเสนอข่าวของโทรทัศน์เปลี่ยนไปแล้ว เพราะการแข่งขันสูง ถ้าจะเข้าถึงคนดูก็ต้องใช้วิธีอะไรก็ได้ที่คนฟังเข้าใจได้รวดเร็ว เพราะไม่เช่นนั้นคนดูก็เปลี่ยนไปหาช่องอื่น ความจริงยุคนี้บางคนมีความรู้ดีกว่าคนอ่านข่าวอีก ดังนั้นจอยรู้สึกว่า คนอ่านข่าวสมัยนี้เหมือนต้องย่อยข่าวแล้วมาเล่าในลีลาที่สนุก แต่ต้องคัดกรองมาแล้ว เช่น บางทีเราเอาข่าวมาจากทวีตเตอร์ แต่ก็ต้องกรองมาแล้วว่าไม่เป็นข่าวปลอม

#พิธีกรงานสู้ชีวิต

“เมื่อก่อนดู CNN หรือ BBC ผู้ประกาศคือ คนที่รู้ทุกอย่างจริง ๆ แล้วเขาจะเก่งมาก อ่านข่าวแล้วลื่นไหลตั้งแต่เริ่มอ่านข่าวไปจนถึงจบรายการ จอยรู้สึกว่า เราต้องเพิ่มทักษะเข้าไปอีกเยอะเพื่อให้การอ่านข่าวลื่นไหลเหมือนพวกเขา ทั้งนี้เพราะเบื้องหลังพวกเขาทำงานหนักมากๆ รวมทั้งสั่งสมประสบการณ์มานาน จอยอยากทำได้ทุกอย่างตั้งแต่อ่านข่าว สัมภาษณ์ โฟนอิน ซึ่งถ้าจะทำได้อย่างนั้นต้องมีทักษะต่าง ๆ รอบด้าน

#ข้อแนะนำสำหรับน้องๆวารสารฯที่ฝันจะก้าวเข้ามาเป็นพิธีกรต้องทำอย่างไรบ้าง

“คนชอบคิดว่า งานพิธีกรง่ายและไม่เหนื่อย แต่ในความเป็นจริงเตรียมรับได้เลยว่า เป็นงานที่เหนื่อยมาก รวมทั้งต้องอดนกับคำวิพากษ์วิจารณ์ให้ได้ จอยเคยเห็นบางคนเจอคำติเยอะ ๆ ก็ท้อแล้วก้าวข้ามไปไม่ได้ ขอให้คิดว่า ยิ่งเจอแรงเสียดทานเยอะเท่าไหร่ เรายิ่งต้องผ่านไปให้ได้

คำแนะนำคือ ต้องอดทนและขยัน ถ้าทำได้เราจะเริ่มแตกต่างจากคนอื่น ถ้าอยากทำอาชีพผู้ประกาศข่าวต้องตามข่าว ต้องอยู่กับข่าวให้ได้ เป็นอาชีพที่ต้องทุ่มเทมากๆ สำหรับเด็กรุ่นใหม่ต้นทุนดีกว่ายุคของจอย แต่เขาจะต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น พิธีกรเป็นอาชีพที่ต้องทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วอยู่ตลอด ไม่เช่นนั้จะพัฒนาตัวเองไม่ได้เลย”

#BJM2

#ศิษย์JCTUที่เราภาคภูมิใจ

#ลูกแม่โดมเดียวกัน

#สมาคมวารศาสตร์ธรรมศาสตร์

#PPTV36HD

Leave a Reply

Discover more from สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading