JC Update
พีรภัทร บุษปะเวศ นักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา) กรมพิธีการทูต นกน้อยในไร่ส้มที่บินสู่โลกกว้าง
พีรภัทร บุษปะเวศ เป็นนกน้อยในไร่ส้มอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จากการสั่งสมประสบการณ์ 12 ปีในกระทรวงการต่างประเทศ เขาผ่านงานที่ท้าทายความสามารถในหลากหลายตำแหน่ง วันนี้เขาพร้อมที่จะบินไกลและบินสูงไปสู่โลกกว้างแล้ว
“สมัยเด็ก ๆ Passion แรกของผมคือ อยากเป็นนักข่าวกีฬา เพราะผมชอบดูกีฬามาก” พีรภัทร บุษปะเวศ หรือ “พลับ” ศิษย์เก่าหลักสูตรวารสารศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาสื่อศึกษา ( หลักสูตรนานาชาติ) BJM รุ่นที่ 1 เล่าถึง เป้าหมายแรกในชีวิตของเขา ดังนั้นหลังจากจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีแล้ว เขาก็มุ่งหน้ามาสอบหลักสูตรนานาชาติที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเขาคิดว่า ที่นี่น่าจะตอบโจทย์ความฝันได้ตรงเป้าหมายที่สุด
พีรภัทรประเดิมเป็นนักศึกษารุ่นที่ 1 ของหลักสูตร BJM ที่เพิ่งเปิดใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ในปีนั้น(2549)แม้จะเป็นนักศึกษารุ่นบุกเบิกของหลักสูตรนี้ที่มีการปรับเปลี่ยนบ่อย แต่เขาก็ยอมรับว่า 4 ปีที่คณะวารสารฯนั้นเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก
อีกหนึ่งความประทับใจในช่วงเรียนนั้นพีรภัทรเล่าว่า เขาได้สมัครสอบแข่งขันในโครงการ Future Journalist Awards จัดโดยทรูวิชั่น ที่เปิดรับสมัครนักศึกษาทั้งคณะนิเทศและวารสารฯ ทั่วประเทศเพื่อสอบชิงทุนไปฝึกงานที่สำนักข่าวบีบีซี ณ กรุงลอนดอน จากผู้เข้าแข่งขันทั่วประเทศ 500 คน คัดผู้ชนะเหลือเพียง 2 คน และพีรภัทรก็เป็นหนึ่งในสองคนเก่งที่ได้มีโอกาสไปฝึกงานเป็นเวลา 2 เดือน
“การได้เข้าฝึกอบรมด้านนักข่าวทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่สำนักข่าวบีบีซี ผมได้ประสบการณ์มหาศาลด้านการทำข่าวในระดับสากล ทั้งหลักการทำข่าว สรุปประเด็น เขียนข่าวที่ต้องใช้ภาษาให้เข้าใจง่ายและให้ความรู้แก่คนอ่าน รวมถึงเน้นเรื่องจริยธรรมของนักข่าว เป็นความรู้ที่ติดตัวและนำมาใช้กับการทำงานจนถึงทุกวันนี้”
นอกจากนี้ก่อนจบการศึกษาพีรภัทรได้เลือกไปฝึกงานที่สำนักข่าว AP ประจำประเทศไทย ทำให้เขาได้เปิดมุมมองในสายข่าวกว้างไกลขึ้นไปอีกว่า คนต่างประเทศสนใจเรื่องอะไรของเมืองไทยบ้าง อาทิ การเมือง วัฒนธรรม เป็นต้น
หลังจบการศึกษาที่คณะวารสารฯ แล้ว พีรภัทรก็บินไปศึกษาต่อปริญญาโท สาขาทฤษฎีการสื่อสารด้านการเมือง ที่ University of Leeds ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะกลับมาทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในระยะสั้น ๆ
#ชีวิตเริ่มต้นของนักการทูต
“จากวันแรกที่ผมอยากเป็นนักข่าวกีฬา แต่เมื่อมาเรียนรู้โลกกว้างขึ้นมุมมองของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปสนใจเรื่องอื่น ๆ เช่นการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม”
ชีวิตพีรภัทรจึงเดินมาถึงทางสองแพร่งว่าจะเลือกไปทำงานสายข่าวเต็มตัวหรือจะลองไปหาประสบการณ์ชีวิตก่อนดี พอดีจังหวะชีวิตที่เขาสอบได้ที่กระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2555 พีรภัทรจึงตัดสินใจลองชิมลางมาเป็น “นักการทูต” สักระยะหนึ่งก่อนดีกว่า จากวันนั้นจนถึงวันนี้เวลาก็ผ่านมา 12 ปีแล้ว ชีวิตพีรภัทรยังไม่เคยก้าวออกจากกระทรวงการต่างประเทศอีกเลย
พีรภัทรยอมรับว่าก่อนเข้าไปทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศนั้น เขามองหน้าที่ของนักการทูตคือต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศบ่อย ๆ แต่เมื่อได้เข้ามาทำงานจริง ๆ แล้วมุมมองก็เปลี่ยนไป เพราะหน้าที่ของนักการทูตนั้นมีความหลากหลายในทุกมิติ ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
2 – 3 ปีแรก เขาทำงานอยู่ใน “กรมสารนิเทศ” หรือทำงานประชาสัมพันธ์นั่นเอง ซึ่งมีขอบข่ายการทำงานรับผิดชอบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกระทรวงให้กับคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“เวลารัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปประชุมในที่ต่าง ๆ ผมมีหน้าที่คือ ดูแลผู้สื่อข่าวที่ติดตามรัฐมนตรีไปทำข่าว ก็ได้ใช้ประสบการณ์ที่เรียนจากคณะวารสารทำให้เราเข้าใจว่าผู้สื่อข่าว
ต้องการข้อมูลอะไรบ้าง หลังจากเสร็จการประชุม ก็ต้องสรุปงาน จับประเด็นมาเขียนข่าวเพื่อมาเผยแพร่ในช่องทางต่าง ๆ ”
ช่วงแรกของการเรียนรู้งานในกระทรวงนั้น พีรภัทรกล่าวว่า งานนักการทูตเป็นงานที่กว้างมากจึงต้องเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด ทั้งงานประจำที่เกี่ยวกับกงสุล เช่น การออกหนังสือเดินทาง การออกวีซ่า ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องเชิงนโยบายการต่างประเทศ และการประชุมระหว่างประเทศ เป็นต้น
พอเริ่มจะคุ้นเคยกับงานที่ทำ พีรภัทรก็ถูกโยกย้ายไปทำด้าน “ทวิภาคี” เขาต้องเปลี่ยนโหมดไปเรียนรู้เรื่องรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ของประเทศที่ต้องรับผิดชอบในแถบลาตินอเมริกา ได้แก่ บราซิล โคลอมเบีย และชิลี
“ความยากคือ ต้องเรียนรู้ประเทศนั้น ๆ อย่างลึกซึ้งและรู้ทุกเรื่องให้มากที่สุด ทั้งเรื่องการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์กับประเทศไทยเป็นอย่างไร เราจะต้องผลักดันตัวเลขทางการค้าให้เพิ่มขึ้น เป็นงานเก็บข้อมูลเพื่อมาเขียนวิเคราะห์ ข้อมูลเหล่านี้เตรียมไว้สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องนำไปใช้ในการเจรจาการค้า นอกจากนี้ ระหว่างการประชุมเจรจา หน้าที่ของผมคือ ต้องจดบันทึกทุกเรื่องในการประชุม หลังจากนั้นค่อยมาสรุปประเด็นแต่ละเรื่องเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ เช่นเรื่องการค้าก็ส่งให้กระทรวงพาณิชย์ไปผลักดัน เรื่องการท่องเที่ยวก็ส่งต่อให้ ททท. เป็นต้น ส่วนเราก็มีหน้าที่ต้องคอยติดตามงานด้วย”
พีรภัทรกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า การทำงานในทุกวันนี้ สิ่งสำคัญคือ การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ซึ่งเขาได้ใช้ความรู้ที่เรียนจากคณะวารสารฯ มาใช้กับการทำงาน “ การจบวารสารที่เป็นคณะที่เชี่ยวชาญด้านข่าว ก็เป็นสิ่งที่ดีช่วยให้ผมทำข่าว เขียนข่าวได้ง่ายขึ้น รวมถึงบางครั้งต้องไปหาแหล่งข่าว ต้องไปคุยกับสถานทูต หรือคุยกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูลมาทำรายงาน ก็เหมือนการทำสกู๊ปข่าวชิ้นหนึ่ง”
#4 ปี 3 เดือนที่ UAE กับหมวก “เลขานุการเอก”
อยู่ในตำแหน่งเดิมครบ 3 ปี ก็ได้เวลาครบวาระที่พีรภัทรจะต้องขยับงานใหม่ ครั้งนี้เขาเป็นนกน้อยที่ต้องบินออกจากรังเป็นครั้งแรกและต้องบินไปไกลถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือ UAE ในตำแหน่ง “ เลขานุการเอก” ซึ่งก่อนเดินทางนั้นเหมือนเดิมคือ ต้องศึกษาหาความรู้ในเชิงลึกของประเทศ UAE ในทุกมิติ
พีรภัทรเล่าว่า เดินทางไปรับตำแหน่งนี้เมื่อปี 2559 ช่วงนั้นมีคนไทยประมาณ 1หมื่นคนที่อาศัยอยู่ใน UAE โดยประกอบอาชีพเป็นแรงงาน พนักงานตามโรงแรม ทำงานสปา หน้าที่ของเขาคือ ต้องดูแลทุกข์สุขของคนไทยที่อยู่ที่นั่น รวมถึงคนไทยที่เป็นนักท่องเที่ยวด้วย
“ปัญหาหลัก ๆ ที่เจอคือ คนไทยเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำวีซ่าท่องเที่ยวแต่กลับหนีไปทำงาน แต่บางคนไปแล้วก็ไม่สามารถรับสภาพการทำงานได้ บางคนก็ถูกทำร้าย ซึ่งใครจะไปแบบถูกหรือผิด แต่เราเป็นสถานเอกอัครราชทูตไทย เป็นตัวแทนรัฐบาล ก็ต้องตามไปดูแลคนไทยทุกคน คนทำผิดกฎหมายแล้วติดคุกที่นั่น เราก็เป็นตัวแทนเข้าไปเยี่ยมในเรือนจำจนกว่าจะรับโทษครบแล้วส่งกลับบ้าน เรียกได้ว่า หน้าที่ของเราคือ ส่งคนไทยทุกคนกลับประเทศอย่างปลอดภัย”
อีกผลงานหนึ่งที่พีรภัทรภูมิใจคือ การจัดงานเทศกาล Thai Festival เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้กับคน UAE ซึ่งจัดต่อเนื่องมากว่า 6-7 ปีแล้วพีรภัทรได้กล่าวถึง ความรู้สึกทุกครั้งที่ได้เห็นชาว UAE มาร่วมงานเทศกาลเป็นจำนวนมากว่า “ ผมมีความสุขมากที่ได้เห็นคน UAE ต่อแถวยาวเพื่อมาชิมอาหารไทย มาลองฝึกซ้อมมวยไทย มาเรียนรู้วัฒนธรรมไทย งานนี้เป็นการประชาสัมพันธ์ให้คน UAE ได้รู้จักเมืองไทยทุก ๆ ด้านครับ”
เขาเล่าว่า คน UAE ชอบเมืองไทยมาก ในประเทศ UAE มีจำนวนประชากร 9 ล้านคน แต่มีชนชาติ UAEแท้ ๆ อยู่เพียง 1 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เดินทางมาเมืองไทยทุกปี ๆ ละ 1 แสนคนหรือคิดเป็น 10 %ของจำนวนประชากร ส่วนมากชอบมาท่องเที่ยว มาตรวจสุขภาพตามโรงพยาบาล ฯลฯ
“ผมประจำอยู่ที่กรุงอาบูดาบี ประเทศ UAE เป็นเวลา 4 ปี 3 เดือน เดิมเคยคิดว่า คน UAE น่าจะเข้าถึงยาก ด้วยความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม และภาษา แต่ถ้าได้รู้จักพวกเขามากขึ้นจะรู้ว่าเขาเป็นคนสุภาพ ใจดี เป็นกันเอง และที่สำคัญพวกเขารักคนไทยมาก”
#เจองานหิน “ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุ”
หลังหมดวาระที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว พีรภัทรก็บินกลับประเทศไทยเพื่อมารับหน้าที่ เป็นนักการทูตอยู่ที่ “กรมพิธีการทูต” ซึ่งเป็นงานที่ต้องเริ่มมานับหนึ่งใหม่อีกแล้ว งานหลักของกรมนี้คือ ดูแลงานทุกอย่างให้เป็นไปตามแบบแผนพิธีการทูต ซึ่งรวมถึงการเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี งานดูแลต้อนรับผู้นำของประเทศอื่นที่มาเยือนประเทศไทย รวมถึงการเตรียมงานทุกอย่างในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมระหว่างประเทศ เช่น การประชุมเอเปค เมื่อปี 2565 ที่ผ่านมาด้วย
ซึ่งพีรภัทรกล่าวถึงงานใหม่ของเขาว่า เป็นงานที่ต้องดูในเชิงรายละเอียดทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามแผนกำหนดการอย่างห้ามขาดตกบกพร่อง รวมถึงต้องมีแผนสำรองทุกครั้งในทุกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดในขณะการเดินทางของผู้นำประเทศ ซึ่งเป็นการเตรียมการในเชิงรายละเอียดค่อนข้างมาก
3 ปีที่อยู่กรมพิธีการทูตนั้น พีรภัทรเล่าว่า เจอประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก คือการเตรียมงานให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเดินทางไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 25 – 26 มกราคม 2565 ตามคำเชิญของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย (ตำแหน่งในขณะนั้น)
“หลังจากที่เราได้รับสัญญาณจากประเทศซาอุดีอาระเบียในเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ เราใช้เวลาเตรียมการอยู่ 2 เดือนก่อนที่ท่านนายกจะเดินทางไปเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเราก็ลุ้นเหมือนกันว่า การเจรจาครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ในช่วงเตรียมการเราต้องคุยกับทางซาอุดีอาระเบียในทุกรายละเอียดระหว่างการเยือน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเที่ยวบินที่เดินทางไปและกลับ ใช้รถอะไรมารับท่านนายกที่สนามบิน พักโรงแรมอะไร ตอนเข้าประชุมจะต้องจัดลำดับว่า ท่านนายกจะต้องเจอใครก่อน ใครเป็นคนต้อนรับ ฯลฯ”
เมื่อถึงวันเดินทางพอเครื่องบินของท่านนายกไปถึงประเทศซาอุดีอาระเบีย ทางซาอุดีอาระเบียได้ส่งระดับเชื้อพระวงศ์เสด็จมาต้อนรับท่านนายก ทำให้เราสัมผัสได้ว่าการเจรจาครั้งนี้น่าจะราบรื่น จนกระทั่งท่านนายกได้เข้าเฝ้า เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย เราได้เห็นว่า การเจรจาทั้ง 2 ฝ่ายเป็นไปอย่างชื่นมื่น พอจบการเจรจาในช่วงเย็น ทางเจ้าชายมุฮัมมัดฯ ทรงประกาศอย่างเป็นทางการว่าความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับไทยกลับสู่สภาวะปกติแล้ว ทำให้คณะทำงานโล่งใจมากที่ทำภารกิจครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้
และในเร็ว ๆ นี้ พีรภัทรก็ครบวาระที่จะเปลี่ยนหน้าที่ใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้เขาจะเป็นนกน้อยในไร่ส้มบินไปไกลถึงประเทศนอร์เวย์เพื่อดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา (Counsellor) ซึ่งก็มีหน้าที่คล้ายกับการไปประจำการที่ UAE เมื่อครั้งก่อน
12 ปีกับชีวิตการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศนั้น พีรภัทรให้แง่คิดในการทำงานไว้ว่า “งานทุกหน้าที่ ฝึกฝนให้เราเป็นคนรอบคอบและมองไปข้างหน้าเสมอ ถ้ามีความผิดพลาด ก็ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มได้แต่ต้องลุกให้เร็ว เพราะงานของนักการทูตนั้น เราต้องแบกภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศเอาไว้ตลอดเวลา”
#JCupdate #ศิษย์JCTUที่เราภาคภูมิใจ #๋BJM1 #นักการทูต #กรมพิธีการทูต
