อนันตชัย ยูรประถม : ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน

JC UPDATE
อนันตชัย ยูรประถม
ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน
(Sustainable Business Development Institute : SBDi)

อนันตชัย ยูรประถม หรือ เอก ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งทำงานด้านวิชาการ การพัฒนาหลักสูตร การให้คำปรึกษางานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (Corporate Social Responsibility) และการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน (Sustainable Business Development) ที่มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัททั่วไปและรัฐวิสาหกิจ

เอก เข้าเรียนปริญญาตรีคณะวารสารฯ สาขาโฆษณาปี 2533 และเรียนต่อปริญญาโทภาคค่ำในสาขาวิจัยสื่อสารมวลชนที่คณะวารสารศาสตร์ ปี 2537 ในเวลานั้นได้มีโอกาสทำงานกับอาจารย์ดวงทิพย์ วรพันธ์ ทั้งงานวิจัยและงานช่วยสอนที่มหาวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น ต่อจากนั้นไปเป็นอาจารย์พิเศษที่เอแบค แล้วย้ายไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ที่ มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา (The Education for Development Foundation: EDF)

#ขับเคลื่อนสานต่อการศึกษา 17 จังหวัดภาคอีสาน
จุดเริ่มต้นของการมาทำงานที่มูลนิธิ EDF คือ มีรุ่นพี่มาชวนให้ช่วยกันพัฒนาการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนไทย-ลาว โดย EDF มีสำนักงานระดมทุนที่ประเทศญี่ปุ่นในขณะที่สำนักงานในประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลักที่ทำโครงการให้ทุนเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 ต่อเนื่อง 3 ปีสำหรับเด็กนักเรียนยากจนจาก 3,050 โรงเรียน ในภาคอีสานทุกจังหวัด รวมปีละ 15,000 ทุน และ 2 พื้นที่ในประเทศลาว คือ แขวงคำม่วนกับสหวันเขตในเวลานั้น รวมถึงยังเคยเดินทางไปเปิดมูลนิธิช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในอัฟกานิสถานหลังสงครามบินลาเดนใหม่ ๆ อีกด้วย

เอก เล่าถึงการทำงานที่มูลนิธิฯ ซึ่งไม่ได้ทำเฉพาะการให้ทุนเท่านั้น แต่รวมถึงโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก การพัฒนาหลักสูตรในโรงเรียนและการพัฒนาคุณภาพครูผู้สอนด้วย โดยทำงานร่วมกับ องค์กรไจก้า (JICA) ประเทศญี่ปุ่น กระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัย องค์กรสาธารณกุศล และองค์กรธุรกิจทั้งในประเทศญี่ปุ่น ไทย ลาว รวมถึงการนำผู้บริจาคจากประเทศญี่ปุ่นไปเยี่ยมเด็ก ได้มีโอกาสต้อนรับคณะผู้บริจาค พาไปนอนบ้านเด็กๆ ทำกิจกรรมกับนักเรียนที่รับทุน เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน นอกจากนี้ ยังได้ไปช่วยวางแผนกลยุทธ์ของโครงการเพื่อที่จะนำโครงการไปขอความร่วมมือกับภาคธุรกิจของไทยด้วย 10% ของเงินบริจาค เป็นทุนที่ได้รับได้จากบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย

#ใช้วิชาโฆษณาระดมทุนหลังไทยลดการรับเงินจากต่างประเทศ
หลังจากที่ประเทศไทยประกาศเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและปฏิเสธการยอมรับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ เอก ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของมูลนิธิฯ จึงต้องวางแผนเพื่อเตรียมรับกับการลดการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีโอกาสนำเอาวิชาโฆษณาที่เรียนมาเอามาช่วยสร้างแบรนด์ให้กับพันธมิตรที่ร่วมโครงการ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งคอร์ปอเรท แบรนด์ของบริษัท และมูลนิธิฯ ประกอบกับในช่วงนั้นมีแนวคิดในเรื่องการทำ CSR เข้ามา จากการที่ได้ทำ Research ในยุโรปและอเมริกา พบว่า การทำ CSR มีรูปแบบที่หลากหลายที่สามารถช่วยให้เพิ่มยอดขายได้จริงๆ โดยเป็นการทำกิจกรรมร่วมกับองค์กร หรือมูลนิธิเพื่อสังคม และมีสถาบันฯ ที่รับเป็น Consult ในการทำกิจกรรม CSR

จึงได้มีแนวคิดที่จะสร้างความร่วมมือในการทำ CSR ร่วมกับ Enterprise ขนาดใหญ่ที่ได้รับนโยบายมาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ จึงเริ่มออกแบบโครงการ CSR ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจพร้อมกับชุมชนและสังคมไปพร้อมกันในรูปแบบ win-win และได้ริเริ่มจัดสัมมนา เรื่อง CSR กับการศึกษาไทยเพื่อให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

จากงานนั้นทำให้เอกได้รับการติดต่อให้เป็นคอลัมนิสต์ คนแรก ๆ ที่เขียนเรื่อง CSR ลงหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ตั้งแต่ปี 2006 รวมถึงสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติที่ได้เข้ามาฟังสัมมนาสนใจที่จะสร้างความร่วมมือของ 3 องค์กรคือ มูลนิธิ EDF ประชาติธุรกิจ และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ร่วมกันทำวิจัย เรื่อง “CSR กับการสร้าง Productivity ที่ไม่ใช่แค่การบริจาค” ในปี 2007 – 2008 ซึ่งในการนำเสนอผลงานวิจัยได้มีบริษัท BMCL (ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น BEM) ที่เป็นผู้ให้บริการรถไฟใต้ดินของบ้านเราต้องการให้บริษัทเป็นสมาชิกคมนาคมโลก UITP การเป็นสมาชิกต้องมีกิจกรรมที่เป็นความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ให้ความสนใจและได้ชวนเอก ให้มาเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาแผนธุรกิจให้มีการนำเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้ามาบูรณาการและยื่นการรับรองจาก UITP ได้สำเร็จในปีนั้น

ขณะเดียวกันก็ได้ไปสอนที่ South East Asian Study Program โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ. สอนวิจัย อยู่เกือบ 10-11 ปี พร้อมกับทำงานที่มูลนิธิฯ ไปด้วย

#ลุยกิจกรรมCSRเต็มตัว
หลังจากลาออกจากมูลนิธิฯ เอก ก็หันมาทำเรื่อง CSR อย่างจริงจัง และได้ร่วมกับประชาชาติธุรกิจ ทำหลักสูตร อยู่ 3 ปี ได้เอางานวิจัยที่ทำกับ BMCL และ TQA ไปสอน มีคนมาเรียนมากพอสมควร นอกจากนี้ มี กฟผ. กฟน. ปตท. NGV ได้ทดลองทำ 1-2 ปี มี สสส. มาร่วมด้วย ทำเรื่องทุนมนุษย์ มีตลาดหลักทรัพย์ฯ มาดูการทำโครงการ

เอก ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการวิชาการ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และได้ทำหลักสูตร CSR ขึ้นมาสำหรับบริษัทจดทะเบียน เริ่มสอนตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ เป็นเวลา 13 ปี มีคนมาเรียนรวม 300 – 400 บริษัท เอก มีโอกาสทำ Research Consult แล้วเอาไปรวมกับการทำ Research จากเมืองนอก พัฒนาหลักสูตร แล้วเอาไปสอนบริษัทมหาชนต่างๆ ทำให้สามารถสอนได้ทางทฤษฎีและปฏิบัติ องค์กรที่เอาไปใช้ ได้แก่ AOT Intouch SC Asset เป็นต้น

เอก เล่าให้ฟังถึง การพัฒนาการทำโครงการเพื่อสังคม มี 3 ยุค ยุคที่ 1 คือ การสงเคราะห์ ยุคที่ 2 คือ การทำไม่ดีให้น้อยลง ยุคที่ 3 คือ Propose Driven หมายถึง องค์กรอยู่เพื่อใคร องค์กรต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน การดำรงอยู่ขององค์กรต้องมีคุณค่ามากกกว่ามูลค่าทางการเงินเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น เป็นองค์กรที่กำลังจะนำไปสู่ความยั่งยืน กระบวนการผลิตลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้หรือไม่

#โอกาสในวิชาชีพSDสำหรับนักศึกษา
เอก ขยายความให้ฟัง ว่า “ ประเด็นแรก CSR กับ กฎหมายเชื่อมโยงกัน เช่น กฎหมายจะระบุว่า ปล่อยน้ำเสียได้เท่าไหร่ แต่ถ้าบริษัททำได้ดีกว่า การทำด้วยความสมัครใจก็จะเป็นที่ชื่นชมของสังคม และการที่จะเป็นคนดีมากขึ้นก็ต้องทำให้เป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ( Low Carbon Society) เมื่อก่อนยังเป็นแบบสมัครใจ อีกไม่นาน ก็จะมี Carbon Tag ทุกคนต้องทำ กฎหมายจะทำให้ความสมัครใจหมดไป
ประเด็นที่ 2 ในองค์กรต้องมีโครงสร้าง มีผู้รับผิดชอบ ปัญหาขณะนี้คือ คนที่ทำงานด้าน SD หายากมาก บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปัจจุบันบังคับให้รายงานเรื่องความยั่งยืน ดังนั้นคนที่ทำ SD เป็นคนที่องค์กรต้องการมาก มีคนที่เชี่ยวชาญเรื่อง คาร์บอน น้ำ พลังงาน ของเสีย เป็นต้น

ในอนาคตตลาดต้องการคนที่เป็น Specialist เรื่อง Sustainable Brand / Sustainable Marketing กลุ่มคนประเภทที่ 2 ต้องการคนมารับรอง Accreditation กลุ่มที่ 3 ต้องการคนที่เป็น Activist คือ คนที่ดำเนินการโครงการ หรือ Organizer ด้าน SD กลุ่มที่ 4 คนที่ทำด้านกลยุทธ์ คนที่สามารถเชื่อม SD กับธุรกิจได้ งาน SD คือ การทำ Change Management ขนาดใหญ่ ปัญหาสำคัญของการทำ Change Management คือ การเปลี่ยน MINDSET ถ้าคนไม่เข้าใจ เวลาทำจะมีปัญหามาก

ท้ายสุด เอก ฝากถึงความสำคัญในการสื่อสารสำหรับผู้ที่จะยึดวิชาชีพสาย SD ว่า การสื่อสารสำหรับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียในองค์กร ซี่งมีความจำเป็นต้องใช้นักสื่อสารมากกว่าสายอื่นๆ เรทต้องการ Communication for Change ตัวอย่างองค์กรที่เข้าไปทำ ต้องใช้เวลาสื่อสารไม่น้อยกว่า 3 ปี

#ติดตามรวมJCupdate ได้ทางเว็บไซต์
https://JCTUalumni.org

#JCupdate
#ศิษย์JCTUที่เราภาคภูมิใจ
#JCTU33
#CSR#ChangeManagement
#SustainableSpecialist
#Sustainable
#JCTUalumni
#สมาคมวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์

Leave a Reply

Discover more from สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading