JC UPDATE
ผศ.ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง
ชีวิตที่คู่ขนาน อาจารย์และนักบริหาร
@Ong-art Singlumpong
ห้องรับแขก JC UPDATE มีโอกาสต้อนรับเหล่าศิษย์เก่าระดับปริญญาตรีและปริญญาโทมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้พิเศษหน่อย เพราะเราได้มีโอกาสต้อนรับ “ผศ.ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง” ดุษฎีบัณฑิต ปริญญาเอก รุ่นที่ 9 คณะวารสารศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ “ดร.โด่ง” ที่บอกเสมอว่า ชีวิตของเขาเป็นเส้นขนานกันคือเส้นหนึ่งถูกปูลาดไปสู่นักบริหารมืออาชีพ ขณะที่อีกเส้นทางหนึ่งกลับพลิกผันไปเป็นนักวิชาการ แต่อย่างไรก็ตามเส้นขนานทั้ง 2 เส้นนี้กลับมาบรรจบกันที่คำว่า “ความสำเร็จ”
เพราะคลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงมาเกือบ 30 ปี เมื่อเอ่ยถึงชื่อ “ดร.โด่ง” แล้วในแวดวงบันเทิงจะรู้จักดีในหมวกผู้บริหารของค่ายอาร์เอส เป็นผู้กำกับมือทอง และล่าสุดคือกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น เบสท์ ไลฟ์ จำกัด และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เจเคเอ็น 18
#เส้นทางผู้บริหารมืออาชีพ
“ตอนเรียนปริญญาตรีที่จุฬา คณะนิเทศ เอกโฆษณา ไปฝึกงานที่อาร์เอสโปรโมชั่น ได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ 3 ให้คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอให้กับอาร์เอส พอจบแล้วก็เลยได้ทำงานที่นั่น ในตำแหน่งครีเอทีฟให้กับศิลปินของค่าย”
เริ่มต้นจากเด็กฝึกงานในยุคที่ยังเป็นอาร์เอสโปรโมชั่น ดร.โด่งก็อยู่ที่นี่ยาวและเติบโตไปพร้อมกับค่ายเพลงแห่งนี้ เขาเล่าว่าทำงานอยู่ได้ปีครึ่ง ทางค่ายเพลงอาร์เอสก็หันไปทำธุรกิจภาพยนตร์ เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ เจ้าของค่ายเพลงฯ จึงมอบหมายให้เขามาเป็นผู้กำกับหนังเต็มตัวเรื่องแรกในชีวิตคือเรื่อง ฝันติดไฟ หัวใจติดดิน
“สำหรับผมคิดว่ามันเร็วมาก เพราะตอนนั้นอายุแค่ 23-24 เอง แต่เมื่อโอกาสมาแล้วเราก็ยินดี”
จากนั้นดร.โด่งก็กลายเป็น ”ผู้กำกับมือทอง” ให้กับค่ายอาร์เอส ผลิตทั้งละครและภาพยนตร์ที่สร้างผลงานโด่งดังหลายเรื่องและส่งให้นักแสดงแจ้งเกิดหลายคน โดยเริ่มเข้าไปผลิตละครให้สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เรื่องแรกคือ “รักประกาศิต” ปี 2543 ซึ่งในยุคละครทีวีบูมนั้น ดร.โด่ง กำกับละครมากมายป้อนให้ทั้งสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
“เราทำละครให้ช่อง 7 และช่อง 3 สุดท้ายก็เป็นละครของช่องนั้นไป ไม่ใช่ asset ของเรา ทางอาร์เอสจึงหันมาทำทีวีดาวเทียม ช่อง 8 ซึ่งเรามีคอนเซ็ปต์ชัดเจนที่จะเป็น free TV ทำละครเรื่องแรกคือ ทองประกายแสด ให้พิ๊งกี้เล่น (สาวิกา ไชยเดช) เรื่องนี้ดังมาก ทำให้คนรู้จักช่อง 8 มากขึ้น เราคิดว่าเดินมาถูกทางแล้ว จึงเดินหน้าทำละครมาตลอด”
และเมื่อค่ายอาร์เอสประมูลทีวีดิจิตอลได้ ดร.โด่งก็ขยับไปเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ดิจิทัลทีวี ทำงานสายบริหาร กลายเป็นผู้บริหารวิสัยทัศน์กว้างไกลไฟแรงในเรื่องการครีเอททีฟคอนเทนต์ใหม่ให้วงการ สร้างรายการแปลกใหม่ ทั้งละครและซีรีย์อินเดียจนส่งผลให้ช่อง8 ติดอันดับ top 5 ของทีวีดิจิตอล
#เส้นทางนักวิชาการ
ภาพลักษณ์ของดร.โด่งในวงการบันเทิงอาจจะดูชัดเจนในบทบาทของผู้บริหารที่เก่งกาจ แต่เมื่อตัดภาพมาสายนักวิชาการกลับมีน้อยคนที่จะรู้ว่าขณะที่ทำงานประจำอยู่นั้นก็ได้เจียดเวลาอันน้อยนิดมาเป็นอาจารย์สอนด้านสื่อสารมวลชน ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พร้อมกับการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปจนถึงปริญญาเอก ที่คณะวาสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผลงานทางวิชาการมากมาย รวมถึงผลงานการเขียนหนังสือ 2 เล่มคือ กระบวนการผลิตละครโทรทัศน์ และการอภิปรายความการสื่อสารทางการเมืองจากภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
“ สำหรับผมความรู้ของการทำงานสิ้นสุดแค่ปริญญาตรีที่เหลือคือการใช้ประสบการณ์จากการทำงานโปรดักชั่นมากกว่า แต่การตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอกเพราะอยากก้าวหน้าทางสายวิชาการ ถึงบอกว่าชีวิตผมเป็นเส้นคู่ขนาน”
ดร.โด่ง บอกถึงเหตุผลของการเลือกเรียนปริญญาเอกที่คณะวารสารศาสตร์ ว่าเป็นหลักสูตรเหมาะสำหรับเขาที่ตั้งใจมาเป็นอาจารย์ เพราะเน้นการเรียนแบบแลคเชอร์เพื่อเน้นความรู้แน่นในทางทฤษฎี เช่นเรื่องปรัชญาและการวิจัยเป็นหลัก นอกจากนี้การเรียนปริญญาเอกยังสามารถนำไปปรับใช้กับงานบริหารได้ด้วย “การเรียนสอนให้เรามีระบบความคิดรวบรวมเป็นหมวดหมู่คิดได้เร็วกว่าคนอื่น ๆ ”
ด้านงานสอนหนังสือนั้น ขณะที่ทำงาน ดร.โด่งเริ่มจากสอนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกแล้วจึงย้ายมาเป็นสอนระดับมหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ขณะเดียวกันก็ทำงานวิชาการควบคู่ไปด้วยจนได้รับการแต่งตั้งเป็น “ ผู้ช่วยศาสตราจารย์” ถือเป็นความก้าวหน้าของวิชาชีพไม่แพ้ด้านการบริหารเช่นกัน
“ผมว่าชีวิตลิขิตได้ เพราะผมวางstepของชีวิตไว้เลย เส้นทางนี้ดูเหมือนง่าย แต่ความจริงไม่ง่าย เพราะผมเป็นคนหัวไม่ดี จึงต้องใช้ความพยายามและอดทนมากกว่าคนอื่นหลายเท่ากว่าจะทำสำเร็จ”
#MissUniverse งานใหม่ที่ท้าทาย
หลังจากเป็นลูกหม้อค่ายอาร์เอสมาเกือบ 30 ปี ดร.โด่งก็รู้สึกอิ่มตัวกับงานจึงตัดสินใจลาออกและตั้งใจจะเกษียณตัวเองในวัย 50 ปี แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่วางแผนไว้เมื่อ “แอน จักรพงษ์” จักราจุฑาธิบดิ์ เจ้าของบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN มาชวนให้ไปเป็นผู้อำนวยการทีวีดิจิตอลJKNช่อง 18 รวมทั้งการบริหารลิขสิทธิ์การประกวด Miss Universe ซึ่งถือเป็นเรื่องมากสำหรับประเทศไทย
“ เรื่องของ Miss Universe สำหรับผมถือเป็นการเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ ลักษณะธุรกิจเป็นเรื่องของการออแกไนซ์และหาสปอนเซอร์ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่เมื่อเราครอบครองลิขสิทธิ์นี้แล้วเราต้องคิดว่า Miss Universe เป็น Brand ตัวหนึ่ง ไม่ใช่ทำแค่เรื่องการประกวดนางงามอย่างเดียว เราสามารถนำไปต่อยอดทำอะไรอะไรอีกมากมาย”
#เส้นทางสู่ความสำเร็จ
จากผู้กำกับไต่เต้าจนได้มาเป็นผู้บริหารสถานีขนาดใหญ่ของประเทศไทยถึง 2 ช่อง ขณะเดียวกันชีวิตการสอนหนังสือก็ก้าวหน้าจนได้เป็นระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์และด็อกเตอร์ เมื่อถามถึงความภาคภูมิใจในการทำงาน ดร.โด่งตอบว่า “ สิ่งที่ผมภูมิใจคือการได้กำกับหนังเรื่องแรกคือ “ฝันติดไฟ หัวใจติดดิน ” ถือว่าชีวิตแตะเพดานของความฝันแล้ว สำหรับเด็กจบนิเทศคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสกำกับภาพยนตร์สักเรื่อง ที่เหลือคือกำไร เมื่อปีที่แล้วเลยบอกตัวเองว่าจะเกษียณและไปสอนหนังสือแล้ว” แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามฝันเพราะดร.โด่งยังต้องหวนกลับมาบริหารให้กับช่อง JKN18 ต่อไป
#ฝากข้อคิดให้เด็กสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่
ปิดท้ายของการพูดคุย ดร.โด่งฝากข้อคิดให้กับนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่ที่จะต้องปรับตัวในยุคโลกโซเชียลว่า 1. ต้องการเป็นคนทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ 2.ต้องปรับตัวได้เร็ว ไม่ควรยึดติดอะไร 3.ต้องมี passion เพื่อเป็นกำลังให้ใจต่อสู้กับเทคโนโลยีในอนาคต “ผมเห็นคนชอบทำภาพยนตร์และคิดว่าเราต้องตายไปกับมัน สุดท้ายก็ตายจริง ๆ เราต้องทำตัวเหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว ทำให้เราไม่ตายไปกับอุตสาหกรรมนี้”
#ศิษย์JCTUที่เราภูมิใจ #JCTUalumni
#JCTU #สมาคมวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์
#JCupdate #JKN
ผศ.ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง : ชีวิตที่คู่ขนาน อาจารย์และนักบริหาร
