นาวาตรีหญิง สพรั่งพร จุลละสุขุม : ผู้ผลิตสารคดีเปิดมุมมอง unseen กองทัพไทย

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผู้หญิงคนนี้เป็นคนแรกที่ทำสารคดีแนว unseen ให้กับกองทัพไทย เธอต้องเดินทางไปทั่วประเทศไทยนานถึง 3 ปี เพื่อค้นหาข้อมูลและเผยแพร่มุมลึกแต่ไม่ลับของกองทัพที่ยังไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน ถือเป็นการเปิดภาพลักษณ์ใหม่ด้านละมุนของกองทัพไทย

นาวาตรีหญิง สพรั่งพร จุลละสุขุม คือผู้หญิงคนนั้นที่นำความรู้ความสามารถที่ได้เล่าเรียนมาจากคณะวารสารศาสตร์มาสร้างสรรค์ให้เกิดมิติใหม่ในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของกองทัพไทย

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน สาวน้อย สพรั่งพร สว่างวิบูลย์พงศ์ (นามสกุลเดิม) ข้ามฝั่งจากรั้วโรงเรียนสตรีวิทย์มายังศึกษาต่อระดับปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีความตั้งใจอยากเป็นนักข่าว แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจหันมาเรียนเอกสาขาภาพยนตร์ และมุ่งมั่นจะทำภาพยนตร์แนวสารคดีที่ตนเองชอบ

หลังจากจบการศึกษามีโอกาสรับราชการทหารที่ สำนักงานสารนิเทศ กองบัญชาการทหารสูงสุด ( ปัจจุบันเป็น กรมกิจการพลเรือน กองบัญชาการกองทัพไทย ) โดยรับผิดชอบด้านงานข่าวและประชาสัมพันธ์ของเหล่าทัพ ด้วยความที่เป็นเด็กจบใหม่ไฟแรง สพรั่งพรจึงได้มองเห็นหลากหลายภารกิจของกองทัพที่น่าสนใจและคิดว่าควรเผยแพร่ให้บุคคลภาพนอกได้รับทราบเบื้องหลังการปฏิบัติเหล่านี้ที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับกองทัพได้

“เดิมทีกองทัพไม่ค่อยเผยแพร่งานด้านประชาสัมพันธ์มากนัก เพราะถือเป็นเรื่องความลับของราชการ แต่ความจริง มีหลายเรื่องที่คนภายนอกอยากรู้ หรือไม่เคยรู้มาก่อน” นั่นคือมุมมองและเหตุผลที่สพรั่งพร สนใจข่าวแนว Human Interesting News นี้ในฐานะงานข่าวประชาสัมพันธ์ โชคดีที่มีผู้บังคับบัญชาอย่าง พลเอก ณฤดล เดชประติยุทธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสารนิเทศ กองบัญชาการทหารสูงสุด (ตำแหน่งในขณะนั้น) ที่เข้าใจในแนวคิดของสพรั่งพร จึงได้อนุญาตให้ดำเนินการได้”

แต่กระนั้นก็ตามการนำเสนอสารคดีข่าวแนวนี้ยังเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับกองทัพไทย จนกลายมาเป็นอุปสรรคสำหรับทีมงานทำสารคดีที่ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม สพรั่งพรและทีมงานก็เดินหน้าทำสารคดีนี้ในชื่อ “ 3 นาที สี่เหล่า” เป็นสารคดีเจาะเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจภายในกองทัพที่ยังไม่เคยเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนมาถึง 3 ปีที่เธอ และทีมงานต้องบุกลุยไปทั่วประเทศ โดยเธอทำหน้าที่ทั้งหาข้อมูล เขียนบท และตัดต่อภาพ ซึ่งมีหลายตอนมากที่น่าสนใจ อาทิ

เรื่อง “พลสูทกรรม” หรือทหารที่ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวทำอาหารจัดเลี้ยงทั้งกองกำลังพล หรือแม้แต่ยามภัยพิบัติน้ำท่วมก็เป็นหน้าที่ของสูทกรรมที่จะยกกำลังพลออกไปทำอาหารให้กับประชาชนที่เดือดร้อน

เรื่อง”เจาะชีวิตทหารลาดตระเวนตามชายแดนช่องโอบก” ซึ่งเป็นสมรภูมิรบตามชายแดนไทยและเขมร เพื่อให้คนภายนอกได้รับทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากของเหล่าทหารที่ต้องทำหน้าที่รักษาชายแดนในระหว่างศึกสงคราม

เรื่อง เผยงานริกเกอร์หญิง (Rigger) พนักงานพับร่มชูชีพ ซึ่งเป็นงานสงวนไว้สำหรับผู้หญิงเท่านั้น เพราะเชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้ว ผู้หญิงจะมีความละเอียด รอบคอบ อดทน งานนี้มีความสำคัญมากเพราะพวกเธอคือผู้กุมชะตาชีวิตของนักโดดร่ม

รายการ “ 3 นาที สี่เหล่า” ออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ทุกวันในช่วงเวลาก่อนข่าวภาคค่ำ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาดีมาก มีคนติดตามและพูดถึงสารคดีนี้จนได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม “สารคดีแนวนี้เมื่อ 30 ปีก่อนยังไม่มีใครทำ ทีมงานทำอยู่ 3 ปีผลตอบรับดีมาก ได้รับคำชมมากมาย จากเดิมที่ไม่ค่อยมีหน่วยงานใดสนใจ ก็กลายมาเป็นหลาย ๆ หน่วยงานเสนอให้ทีมงานเข้าไปเจาะ และในที่สุดก็มีผู้ผลิตรายการอื่น ๆเช่น รายการกระจกหกด้าน และสารคดีของค่ายแปซิฟิค คอร์ปอเรชั่น ของดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล มาทำรายการแนวนี้ด้วย”

นอกจากทำสารคดีให้กับกองทัพแล้ว ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่รับราชการทหารในหน่วยงานนี้ เธอยังได้ฝากผลงานอีกมากมาย อาทิ ร่วมงานกับ ส อาสนจินดาผลิตรายการ “เพื่อมาตุภูมิ”, ผลิตสารคดีให้กรมประชาสัมพันธ์ทำเรื่องเกี่ยวกับดนตรีไทย เพื่อนำไปเผยแพร่ในงานประชุมอาเซียนที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ฯลฯ

ปัจจุบัน สพรั่งพรออกจากราชการมารับหน้าที่เป็นผู้ดูแลกิจการร้านของครอบครัวชื่อร้านวิเศษไก่ย่าง ซึ่งเป็นร้านอาหารแนวกุ๊กช็อปที่เก่าแก่ที่สุดในย่านบางซื่อ นอกจากนี้เธอยังอุทิศตนเป็นจิตอาสาทำงานเพื่อชุมชนด้วยตำแหน่งประธานสภาวัฒนธรรมเขตบางซื่อ และผลงานล่าสุดที่ สพรั่งพรได้นำความรู้ความสามารถของนักสื่อสารมวลชนเข้าไปช่วยงานชุมชนบางซื่อซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่แต่กำลังจะสูญหายไปเนื่องจากการพัฒนาอสังหาฯและการตัดถนนเพื่อสร้างรถไฟฟ้า เพื่อบันทึกประวัติความเป็นมาของชุมชนนี้ด้วยการเก็บข้อมูลประวัติต่างๆ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนในรูปแบบของวิดิทัศน์ นิทรรศการ ภาพถ่าย ฯลฯ เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดสร้อยทอง

ปิดท้ายสพรั่งพรได้ฝากหลักคิดในการทำงานเพื่อให้ประสบความสำเร็จคือ “ เราต้องทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดกับทุกคน เน้นเรื่องความถูกต้อง”

Leave a Reply

Discover more from สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading