หลายคนอาจเข้าใจว่า แบรนด์”ลูกเจี๊ยบ” อาจจะมาจากลูกหลาน ทายาท ตระกูลแม่ของขนมไทยชื่อดังรายใดรายหนึ่งแห่งเมืองเพชรบุรี ที่มีชื่อเสียงเรื่องขนมหวานแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่แท้ที่จริงแล้ว “เจี๊ยบ” สนทนา ธงสุวรรณ หรือนามสกุลเดิม สนทนา ถิรมนัสแม้ว่า เธอจะเป็นคนเมืองเพชร แต่ครอบครัวไม่ได้มีธุรกิจขนมหวานแต่อย่างใด เพราะคุณพ่อของเธอเป็นศิลปินวาดภาพเหมือนระดับปรมาจารย์ของเมืองเพชรบุรี
ที่น่าสนใจคือ ที่มาของ ขนมไทย แบรนด์ “ลูกเจี๊ยบ” มาจากการคิดค้น ครูพักลักจำ เปิดตำราเรียนรู้ด้วยตัวเองล้วนๆ ด้วยความมั่นใจสุดๆ ย้อนหลังก่อนจะถึงวันนี้ “ลูกเจี๊ยบ” เรียนหนังสือในจังหวัดเพชรบุรีมาโดยตลอดจนสามารถสอบเทียบ มศ.5 ได้ และยังเอ็นทรานซ์ติด คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 23 เรียนวิชาเอก สาขาประชาสัมพันธ์ จากนั้นจึงหันหลังกลับบ้าน โดยเริ่มงานแรกเป็นเจ้าหน้าที่ Front ที่โรงแรมรีเจ้นท์ จากนั้นได้ทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวของเทศบาลเมืองเพชรบุรี และทำงานไซด์ไลน์ขายขนมไปด้วย โดยการฝีกทำข้าวตู ข้าวเม่าบด เอง หลังจากฝึกฝีมือทำกินเองในบ้าน โดยใช้วัตถุดิบจากในครัวที่บ้าน จนเริ่มเข้าที่ จึงเริ่มทำขายจริงจังตั้งแต่ปี 2530 ทำงานประจำไป ขายขนมไปด้วย แบบเย็นกลับจากงานมาทำขนม เช้าก่อนไปทำงาน ก็ไปส่ง
“ทำอยู่ 6 เดือนก็เริ่มขายดีวันละ 100 – 200 ชิ้น เลยขอให้คุณพ่อช่วยออกแบบลายเส้น ลายไทย บนแพคเกจจิ้ง ตอนนั้นยังไม่ได้ออกแบบโลโก้ แต่เริ่มมองหาตลาดเพิ่มขึ้น ด้วยการฝากขายที่ร้านของฝากแถวเขาวัง แหล่งขายขนมหม้อแกงเพชรบุรี ปรากฏว่า 1 ปียอดขายไปได้ดี เลยตัดสินใจลาออกจากงานมาขายขนมเป็นหลัก”
เริ่มต้นทำธุรกิจขนมไทย จากขนมข้าวตู ข้าวเม่าบด ที่นำมาแพ็คใส่กล่อง ติดสติ๊กเกอร์ ลายไทย วาดโดยคุณพ่อ เพื่อต้องการบ่งบอกความเป็นไทย และเป็นขนมไทยเมืองเพชรบุรี และได้เปิดหน้าบ้านที่อยู่ในตลาดทรัพย์สิน เป็นร้าน กว้าง 3×7 เมตร เริ่มขยายสินค้าอื่นๆ มากขึ้น ได้แก่ ขนมหม้อแกง ทองหยิบ ทองหยอด ขนมบ้าบิ่น และอื่นๆ โดยเริ่มเรียนรู้วิชาขนมจากผู้มีพระคุณที่ช่วยสอนให้
“ลูกเจี๊ยบเริ่มนำแนวความคิดการทำขนมไทย มาพัฒนา เพราะเราเป็นแม่ค้าปริญญา จึงเริ่มทำสูตรขนมของตัวเอง แบบลดความหวานจาก 100% ให้เหลือเพียง 75% เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมเรื่องสุขภาพของผู้บริโภค เพิ่มจำนวนขนมจาก 2-3 ชนิดเป็น 20 กว่าชนิด ที่ส่วนใหญ่หาสูตรมาจากตำรา ที่ซื้อเองตามร้านหนังสือต่างๆ”
ที่ประทับใจมากคือ ร้านขนมแม่ๆหลายแห่งได้ให้ความเมตตา แนะนำ จนทำให้รสชาติขนมเริ่มอยู่ตัว และเป็นที่มาของการเกิด ขนมไทยเพชรบุรี แบรนด์ “ลูกเจี๊ยบ”แบบเต็มตัว และแตกต่างจากร้านอื่นๆ ที่เป็นแม่ๆที่เปิดกันมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี แต่เราสามารถยืนขึ้นมาได้ภายในเวลา 25 ปี ด้วยรูปแบบ และรสชาติ สไตล์โบราณ แต่ลดความหวานเพื่อให้ทานได้ง่ายขึ้น แพ็คเกจก็เปลี่ยนเป็นทันสมัยยิ่งขึ้น เริ่มมีแบรนด์ โลโก้ สโลแกน ที่ช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบ ภายในครอบครัว
โดยการที่เรียนจบวารสารฯ มีส่วนช่วยด้านการวางแผนการตลาด จากร้านของฝากในพื้นที่ สู่ผู้บริโภค ผู้รับของฝากในกรุงเทพ การพัฒนารูปแบบให้ทันสมัยตามเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากขนมหม้อแกงถาดใหญ่ สู่ถ้วยขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถรองรับงานจัดเลี้ยงวาระต่างๆได้
นอกจากนี้ยังได้ขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ เช่น โรบินสัน อิออน Max Value, Foodland, Top, Family Mart เป็นต้น และRenovate ร้านใหม่ให้ดูเป็นเจนใหม่มากขึ้น มีกลิ่นอายของขนมไทย สไตล์ญี่ปุ่น แต่เนื้อสัมผัสยังคงเดิม ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้ซื้อจะให้ความสนใจที่แพ็คเกจมาก่อน ในราคาที่จับต้องได้
การปรับตัวตลอดเวลาคือ ส่วนสำคัญที่ทำให้ ขนมไทย “ลูกเจี๊ยบ”ยืนหยัดด้วยศักยภาพ และคุณภาพสินค้ามากว่า 35 ปีและยังคงเป็นขนมไทยที่ปรับตัวต่อไปสู่ตลาดออนไลน์ ในช่องทางต่างๆ ทั้ง Facebook, Line@ ตลอดจนจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชั่นยอดนิยม อาทิ Shoppee เป็นต้น และให้ความสำคัญเรื่องความรวดเร็วทั้ง การสั่ง และส่งสินค้า
ปัจจุบันเธอยอมรับว่า ตลาดเติบโตเร็วมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถามว่า ธุรกิจประสบความสำเร็จหรือยัง…เธอบอกว่า ยังไม่เต็มรูปแบบ เพราะบางอย่างยังต้องลงมือทำเอง เป็นแอดมินเพจเอง Take care ลูกค้าเอง ยังไม่สามารถกระจายงานออกจากตัวได้ 100% และยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของจังหวัดเพชรบุรีให้ความรู้กับผู้ที่เดินทางมาดูงานอีกด้วย
ความสำคัญของการเรียนด้านวารสารฯ คือ การช่วยให้มีมุมมองสร้างความเติบโตให้แก่ธุรกิจผ่านการสื่อสาร เพื่อสร้างการรับรู้ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ผลิตภัณฑ์ และธุรกิจได้ การตลาดจะประสบความสำเร็จ เติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องใช้การประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ
