ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต หรือ “อาจารย์แก๊ป” ศิษย์เก่า JC 34 วิชาเอกโฆษณา หลังจากจบปริญญาตรีจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนแล้ว ได้ทำงานอยู่บริษัทเอเยนซี่โฆษณาอยู่พักหนึ่ง จึงไปเรียนต่อปริญญาโท 3 ปี ที่ DePaul University เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา พอกลับมาเมืองไทยซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 จึงไปสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม และขอทุนไปศึกษาต่อปริญญาเอก ที่ Temple University รัฐเพนซิลเวเนีย สาขา Mass Media & Communication ใช้เวลาเรียนอยู่ 5 ปี จึงได้กลับมาใช้ทุนโดยเป็นอาจารย์สอนที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นเวลา 7 ปี
หลังจากนั้น จึงได้ย้ายไปที่คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน โดยมีตำแหน่งเป็น รองคณบดีฝ่ายวางแผน และพัฒนา อาจารย์แก๊ปเล่าว่า การที่ได้มาสอนที่นิด้า ไม่ได้ทำงานสอนอย่างเดียว แต่ยังต้องมีส่วนให้บริการวิชาการทางสังคมด้วย ทำให้มีประสบการณ์ที่ท้าทายความสามารถ มีโอกาสแสดงความเห็นในงานสื่อสารชิ้นงานที่เกี่ยวข้องกับสังคม การสร้างสรรค์สังคมในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อได้เข้าไปเป็นกรรมการบริหารกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 2 สมัย ได้เข้าไปช่วยคัดเลือกสื่อดีๆ ให้กับสังคม ซึ่งเป็นกองทุนที่ได้รับการผลักดันจากหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนมานานกว่าจะก่อตั้งกองทุนขึ้นมาได้
จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้อาจารย์แก๊ป ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพที่จะช่วยกันขับเคลื่อนและพัฒนาสื่อเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นและพัฒนาคนในสังคมให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน เป็นสื่อน้ำดีของสังคม ช่วยเติมเต็มความฝันที่อยากจะทำให้สังคมได้บริโภคสื่อดีที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม แทนสื่อไร้สาระ และทำร้ายสังคม
นอกจากนี้ อาจารย์แก๊ป ยังได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาของศูนย์บริหารสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 หรือ ศบค.ด้วย ซึ่งนับเป็นงานที่ท้าทายอยู่พอสมควร เป็นงานประชาสัมพันธ์ในสภาวะวิกฤตที่ประเทศไทยไม่เคยพบเจอมาก่อน ความยากก็จะอยู่ที่การกำหนดทิศทางข่าวให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีวิธีการบริหารจัดการการควบคุมโรคของตัวเอง และการนำเสนอข่าวจึงควบคุมค่อนข้างยาก ข้อมูลไม่สอดคล้องกันและยังไม่เป็นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเท่าที่ควร ยังคงเป็นการรายงานสถานการณ์เป็นส่วนมาก ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งสาธารณสุข ความมั่นคง จึงต้องพยายามหาช่องทางที่มีอยู่คือการสื่อสารผ่านช่องทางของรัฐเป็นหลัก ไม่ว่าเป็นเครือข่ายสื่อของวิทยุและโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์เป็นสื่อหลักที่ทางศบค. ใช้สื่อสารสถานการณ์การระบาดของโรคไปยังประชาชน และพยายามขยายเครือข่ายสื่อต่างๆทั้งออนไลน์และออฟไลน์ สื่อสารให้ประชาชนในวงกว้างที่สุด และต้องคอยตรวจสอบแก้ไขข่าวปลอมที่เกิดขึ้นด้วย
ความเป็นตัวของตัวเองอาจารย์แก๊ปที่บอกเล่ากับเรา คือ เป็นคนที่รักการเรียนรู้ รับข้อมูลข่าวสารทุกด้าน เพื่อพัฒนาตัวเอง
“เราต้องเรียนรู้ทุกเรื่อง เพราะในการทำงานนั้น เราไม่สามารถที่จะมีความรู้เพียงสาขาใดสาขาหนึ่งได้ เราต้องมีความรู้ในหลากหลายสาขาจริงๆ เหมือนเป็ด ที่อาจจะไม่ต้องเชี่ยวชาญในทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยต้องรู้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ เช่น หากต้องสื่อสารโครงการของรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เราจะเห็นถึงคุณค่าของการเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ในอดีตเราไม่สนใจขึ้นมาทันที เด็กวารสาร มักจะไม่ชอบเรียนเศรษฐศาสตร์ เรียนไปก็อาจจะได้เกรดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่หารู้ไม่ว่า เศรษฐศาสตร์ จะมีประโยชน์เมื่อเราจบและทำงานนั่นแหละ ได้ใช้แน่นอน ถ้าเราไม่เข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์ เราจะไม่สามารถเข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบกับประชาชนได้เลย ซึ่งก็เช่นเดียวกับด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ กฎหมาย และด้านๆอื่นๆ”
“ดังนั้นในฐานะรุ่นพี่จึงอยากฝากถึงรุ่นน้องวารสารฯ ว่า คณะวารสารศาสตร์ ฯ เป็นคณะที่มีศักดิ์ศรี ขอให้ภูมิใจที่ได้เข้ามาเรียนในคณะนี้ เราเป็น 1 ในไม่กี่คณะที่หลายๆ คนใฝ่ฝันที่จะเรียน เมื่อได้เข้ามาเรียนแล้วก็ต้องเอาวิชาความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองและสังคม ที่สำคัญคือ เรายังคงต้องเรียนรู้ตลอดเวลา และช่วยกันมอบสิ่งดีๆ ให้กับสังคมของเรา”
ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต หรืออาจารย์แก๊ป เป็นอีกหนึ่งศิษย์เก่าที่สะท้อนให้เราเห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน ก็สามารถนำความรู้ ความสามารถ มารับใช้สังคมของเราได้ ขอเพียงให้เราไม่หยุดคิด ไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง เพราะสังคมเปลี่ยนไปทุกวัน เราเองก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ทัน เมื่อเราแข็งแรงแล้ว เราก็จะสามารถทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคมของเราได้อีกด้วย
ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต : นักปฏิบัติ และนักวิชาการสื่อสารมวลชน
