วิชนันท์ ไพจิตรกาญจนกุล : ช่างภาพอิสระ

วิชนันท์ ไพจิตรกาญจนกุล
ช่างภาพอิสระ

วันนี้ห้องรับแขก JC UPDATE มีแขกรับเชิญคือ วิชนันท์ ไพจิตรกาญจนกุล หรือ ผล ศิษย์เก่า JC 50 ที่เลือกเรียนหลักสูตร BJM รุ่น 2 Bachelor of Arts in Journalism (Mass Media Studies) ปัจจุบันเป็นช่างภาพอิสระงานประเภท commercial และล่าสุดยังผันตัวมาเป็นอาจารย์ถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องการถ่ายภาพให้กับศิษย์น้องวารสารฯ อีกด้วย

#ย่างเท้าก้าวแรกช่างภาพสมัครเล่น
วิชนันท์บอกว่ากว่าจะรู้ตัวว่าชอบงานถ่ายภาพนิ่งเวลาก็ล่วงเลยมาถึงปี 4 เทอม 1 หลังจากที่จุดเริ่มต้นนั้นมุ่งสนใจทั้งภาพนิ่งและภาพวิดีโอมาพร้อม ๆ กัน แต่จุดหักเหเกิดขึ้นเมื่อ… “มีอยู่วันหนึ่งผมนั่งตัดต่อวิดีโอ แล้วรู้สึกขึ้นมาว่าอาจไม่ใช่ทางนี้สำหรับเรา แต่ตอนที่เรานั่งทำรูป รีทัชรูป แล้วเรารู้สึกใช่มากกว่า ” นั่นทำให้วิชนันท์เริ่มเบนเส้นทางชีวิตสู่ช่างภาพในเวลาต่อมา

ข้อดีของการเรียนถ่ายภาพทำให้วิชนันท์สามารถหารายได้ฟรีแลนซ์ตั้งแต่ยังไม่จบการศึกษาถือเป็นการฝึกฝีมือไปด้วย เริ่มต้นจากรับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา จากนั้นก็ขยับไปถ่ายงานอีเว้นต์ ถ่ายวิดีโอ ถ่ายงานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่ก้าวเริ่มต้นที่สำคัญคือเขามีโอกาสถ่ายงานให้กับเอเจนซี่ทำให้วิชนันท์มีประสบการณ์กว้างไกลขึ้น

“ตอนตัดสินใจว่าจะยึดอาชีพช่างภาพ มาดูว่าตัวเองขาด skill อะไรบ้าง ก็อยาก retouch รูปให้เก่งกว่านี้ ตอนนั้นมีช่างภาพอังกฤษชื่อ Robert Churchill มาเปิดบริษัท Rawpixel เพื่อทำโปรดักชั่นในเมืองไทย เขาอยากได้เจ้าหน้าที่ retoucher มาช่วยงาน ผมเลยส่งพอร์ตงานไปให้เขาพิจารณา ในที่สุดก็ได้เริ่มงานที่นี่เมื่อเดือนมกราคม 2554 คือตอนนั้นยังเรียนไม่จบ”

2 ปีที่อยู่บริษัท Rawpixel ถือเป็นประสบการณ์อันมีค่ามากของวิชนันท์ที่จะก้าวมาเป็นช่างภาพอาชีพ ที่เขาบอกว่าได้เรียนรู้สไตล์การทำงาน retouch จากมืออาชีพ 2 คน 2 สไตล์

“มีพี่คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ด้วยกัน เขาจะเป็นคนทำงานเนี๊ยบมากทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าถ้าทำงานโฆษณาที่ละเอียดจะต้องทำแบบไหน ส่วนรุ่นพี่อีกคนเป็น retoucher จากออสเตรเลีย ฝีมืออาจไม่เนี๊ยบที่สุด แต่ทำงานออกมาดีและเร็วมากซึ่งผมโชคดีมากๆที่ได้เรียนรู้จากทั้ง 2 คน พอทำงานขึ้นปีที่ 2 ก็ขยับจากงาน retoucher มาเป็นโปรดิวเซอร์ดูแลกองเวลาออกไปถ่ายงานข้างนอก”

#ประสบการณ์อันล้ำค่าที่เคปทาวน์
และอีกประสบการณ์ที่สำคัญสำหรับชีวิตเริ่มต้นของการเป็นช่างภาพคือการได้เข้าร่วมแข่งขันในโครงการคัดเลือกคนรุ่นใหม่ทั่วโลกเพื่อมาทำงานกับ Yuri Arcus ซึ่งเป็นช่างภาพที่มียอดขายภาพเป็นอันดับหนึ่งของโลก(ในขณะนั้น) โดยมีผู้สมัครจากทั่วโลก 1,200 คน ซึ่งจะคัดเหลือ 120 คนเพื่อไปฝึกงานที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้

“ผมได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 120 คน ตอนนั้นผมยังทำงานอยู่ที่ Raw Pixel เลยต้องขอลาหยุดงาน 1 เดือนเพื่อเดินทางไปเคปทาวน์ ตอนอยู่ที่นั่นก็ได้เรียนรู้และทำโจทย์ต่าง ๆ เพื่อเก็บคะแนน ซึ่งผลการแข่งขันออกมาปรากฏว่าผมไม่ติด 20 คนสุดท้าย คือคะแนนเก็บผมได้อันดับที่ 19 แต่ไปตกรอบสัมภาษณ์เสียก่อน ก็เลยกลับมาทำงานต่อ”

แต่ระยะเวลา 1 เดือนในเคปทาวน์ถือเป็นโอกาสทองของวิชนันท์ที่ได้เรียนรู้การทำงานแบบช่างภาพมืออาชีพ รวมถึงประสบการณ์อันล้ำค่ามาก โดยวิชนันท์เล่าถึงโจทย์ที่เขาได้รับจากการเข้าแข่งขันว่า

“โจทย์ผมตอนนั้นคือ gay lifestyle ผมต้องเดินตามเพื่อหาคู่รัก LGBT ตามถนน แล้วต้องคุยกับเขาเพื่อขอให้เขามาเป็นแบบให้เราโดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้ กว่าจะได้ก็ถูกปฏิเสธไปเยอะมาก ต้องพูดคุยคอนเซปต์กับเขา นัดเวลาถ่าย เมื่อผ่านกระบวนการทำงานเหล่านี้มาได้จึงได้ตกผลึกระบบการทำงานแบบมืออาชีพว่าเขาทำงานกันอย่างไร”

#เปิดโลกกว้างที่ปตท.สผ.
ชีวิตช่างภาพที่ทำงานกับบริษัทต่างชาติมา 2 ปี กระนั้นวิชนันท์ก็ยังมองว่าพอร์ทงานของเขายังมีไม่มากพอ การนั่งทำงานประจำทำให้เขารู้จักคนน้อย ขาดคอนเนคชั่นที่จะต่อยอดไปหางานในอนาคตได้ เขาจึงพักการเป็นฟรีแลนซ์แล้วตัดสินใจมาทำงานเป็นพนักงาน บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ในตำแหน่งช่างภาพแผนกสื่อสารองค์กร

“มาอยู่ ปตท.สผ. ถือว่าท้าทายตัวเองมาก ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยชอบถ่ายภาพเกี่ยวกับอีเวนท์แต่ก็ลองดู ให้รู้ว่าทำยังไง อีกอย่างอยากได้มุมมองใหม่ เราอยู่กับบริษัทฝรั่งเล็ก ๆ เรายังไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในองค์กรเลย ลองดูมุมมององค์กรใหญ่แบบไทยบ้าง “

วิชนันท์เล่าว่าชีวิตที่ ปตท.สผ.เริ่มสนุกเมื่อได้ทำงานขึ้นปีที่ 2 ได้รับมอบหมายให้ถ่ายภาพเพื่อเก็บสต็อกให้กับบริษัท ทั้งภาพพนักงาน สถานที่ต่าง ๆ รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท

“ทำงานขึ้นปีที่ 2 ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่เลยครับ ได้ทำในสิ่งที่เราสนใจ เป็นประสบการณ์ใหม่ ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสได้ถ่าย เช่นแท่นขุดเจาะกลางทะเล ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีโดรน เวลาถ่ายภาพต้องขึ้นเฮลิคอปเตอร์”

อีกผลงานหนึ่งที่เขาภูมิใจคือ “ตอนนั้น ปตท.สผ.ทำกิจกรรม sustainable เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเรื่องการปลูกป่ามีครั้งหนึ่งไปถ่ายพื้นที่ปลูกป่าที่ชัยภูมิ เป็นการปลูกป่าแบบจริง ๆ โดยเจ้าหน้าที่มืออาชีพ ผมถ่ายภาพตั้งแต่พื้นที่แห้งแล้งก่อนปลูกป่า เห็นเจ้าหน้าที่ทำแนวกันไฟ พรวนดิน พอผ่านมาหลายปีได้มาเห็นภาพพื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นพื้นที่สีเขียวก็รู้สึกดีครับ”
วิชนันท์ทำงานอยู่ที่ ปตท.สผ.ได้ประมาณ 2 ปี เขาก็ตัดสินใจลาออกเพื่อมาเดินบนถนนช่างภาพมืออาชีพเต็มตัว

#เส้นทางช่างภาพมืออาชีพ
“ผมเรียกตัวเองว่า commercial photographer คือช่างภาพเพื่อการพาณิชย์” คือนิยามอาชีพช่างภาพของวิชนันท์ เมื่อถามว่าคนที่จะบินเดี่ยวมาเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างวิชนันท์บอกว่าสิ่งแรกที่สำคัญคือ “portfolio” หรือการเก็บรวบรวมผลงานทั้งหมดเอาไว้เพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกค้าได้พิจารณา ซึ่งบางครั้งงานที่ทำอาจจะมีไม่มากพอก็ต้องลงทุนสร้าง portfolio ขึ้นมาเอง วิชนันท์เล่าว่าหลายครั้งที่เขาลงทุนเช่าสตูดิโอ ขอแรงเพื่อนมาเป็นนางแบบ เพื่อสร้างงานภาพถ่ายให้หลากหลายมากขึ้นใน portfolio ของเขา

แม้จะถ่ายภาพเก่ง งานดี แต่ถ้าทำมาร์เก็ตติ้งไม่เป็นหรือไม่มีคอนเนคชั่น อาชีพช่างภาพฟรีแลนซ์ก็อาจแป๊กได้เหมือนกัน วิชนันท์ออกตัวว่าเขาทำมาร์เก็ตติ้งไม่เก่ง แต่โชคดีที่จบคณะวารสารฯที่มีเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่ในวงการเอเจนซี่จำนวนไม่น้อย การมีคอนเนคชั่นกับคนรู้จักทำให้เขามีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ

“สำหรับผมชอบถ่ายอาหารกับถ่ายสินค้า ผลงานเคยถ่ายให้กับ CP, Unilever, Swensen’s, Knorr , Maggi, SCG ฯลฯ. งาน still life ก็มีโอกาสได้ถ่ายให้นิตยสารVogue บ้างเป็นบางครั้ง ”

#ช่างภาพในยุคโซเชียลมีเดีย
วงการช่างภาพในปัจจุบันพัฒนาไปไกลมาก รวมถึงการเปิดโลกกว้างของโซเชียลมีเดียทำให้มีคำพูดว่ายุคนี้ใครมีกล้องถ่ายรูปเป็นก็ช่างภาพได้

“คำพูดนี้มีมาตลอด แต่พอเรามาทำเป็นอาชีพแล้วมีรายละเอียดต่าง ๆ มากมาย ในแง่การถ่ายภาพต้องมีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ ความชำนาญในการใช้อุปกรณ์ ควบคุมไฟ การจัดแสง และประเด็นสำคัญคือการจัดการเวลา เช่นทำงาน 8 ชม.เราการันตีกับลูกค้าว่าได้ 15 ช็อต แต่บางคนอาจทำไม่ได้หรือทำไม่ทันก็ต้องถ่ายจนดึกดื่นกว่าจะเสร็จ นี่คือเรื่องการบริการเป็นสิ่งที่ต่างกันระหว่างมือสมัครเล่นกับมืออาชีพ “

#แนวคิดคืนให้สังคม
นอกจากจะทำอาชีพช่างภาพแล้ว ตอนนี้วิชนันท์ก็ผันตัวเองมาเป็นอาจารย์สอนถ่ายภาพให้กับคณะวารสารฯด้วย โดยเริ่มจากได้รับการทาบทามจากอาจารย์วารีให้มาช่วยบรรยายเกี่ยวกับเรื่องถ่ายภาพ สอนการจัดไฟถ่ายสินค้า ฯลฯ. ต่อจากนั้นจึงได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาถ่ายภาพเมื่อปี 2564 จนถึงปัจจุบัน

“การมาสอนหนังสือสำหรับผมไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ผมสามารถคืนให้สังคมได้ ผมรู้สึกว่าตลอดเวลาตั้งแต่เรียนจบก็มุ่งอยู่กับการทำงานเก็บเงิน แต่ตอนนี้ผมอยากตอบแทนบางอย่างให้สังคมบ้าง คิดว่าการส่งต่อความรู้ประสบการณ์ของเราเป็นทางหนึ่งที่ผมทำได้”

ก่อนจบการสนทนา เราถามความใฝ่ฝันสูงสุดของช่างภาพอยู่ตรงจุดไหน คำตอบของหนุ่มน้อยที่ชื่อวิชนันท์เข้าถึงแก่นแท้ของชีวิตจริงๆ “ ผมทำงานช่างภาพมา 12 ปี ตอนนี้ถือเป็นจุดที่ผมมีความสุขที่สุด หมายถึงเราทำงานอย่างมีความสุข มีรายได้เพียงพอ มีเวลาพักผ่อน มีเวลาออกกำลังกาย พยายามทำงานให้ไม่เกิน 8 ชม.ต่อวัน ชีวิตที่มีแต่งานไม่ใช่โจทย์ของผมแล้ว”

#ศิษย์เก่าJCTUที่เราภาคภูมิใจ
#JC50#BJM2
#CommercialPhotographer
#JCTU#JCTUalumni
#สมาคมวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์

Leave a Reply

Discover more from สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading