JC UPDATE
ดุจดาว วัฒนปกรณ์
ผู้ก่อตั้ง Empathy Sauce
นักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว
ถ้าถามถึง”นักจิตบำบัด”เบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ชื่อของ..ดุจดาว วัฒนปกรณ์..จะต้องผุดขึ้นมาทันที และที่น่ายินดีไปกว่านั้นก็คือ เธอเป็นหน่อเนื้อของคณะวารสารฯ สาว JC41 ที่เก่งรอบด้านทั้งพิธีกรรายโทรทัศน์ , นักแสดงละครเวที , นักเขียน , Host ในรายการ ‘R U OK podcast’ ของ THE STANDARD เป็นรายการเกี่ยวกับการสำรวจและบำบัดสภาพจิตใจในชีวิตประจำวัน เป็น Dance Movement Psychotherapist คนแรกของเมืองไทย และปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้ง Empathy Sauce องค์กรที่ให้บริการด้าน mental health และบริการฝึกอบรมทักษะด้านการสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ
ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ชื่อเล่นว่า “ดาว” ก้าวเข้าสู่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยรหัสประจำตัว 417610018 เธอบอกว่าเลือกเอก”วิทโท” หรือสาขาวิทยุและโทรทัศน์ เพราะเป็นคนชอบฟังรายการวิทยุ และเลือกโทสาขาจิตวิทยา
“ ชีวิตเรียนที่นี่Happy มาก” คือนิยามสั้น ๆ กับ4 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะที่นี่ให้อิสระในการเรียน และอาจารย์ที่สอนทุกคนก็ให้ความสนิทสนมกับนักศึกษาสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง
#เริ่มชีวิตการทำงานของนกน้อยดาว
ดุจดาวบอกว่าเป็นคนชอบละครเวทีมาก จึงไปสมัครอยู่ชุมชน Drama Club ตั้งแต่เข้าเรียนปี 1 พอเรียนขึ้นปี 4 ความสามารถเข้าตารุ่นพี่ เธอจึงถูกทาบทามให้ไปเป็นพิธีกรรายทีวี
“ เพราะดาวรู้จักรุ่นพี่ในชมรมเยอะมาก และรุ่นพี่ก็เห็นเราทำกิจกรรมหลายอย่างมาตลอด วันหนึ่งมีรายการทีวีกำลังมองหาพิธีกรอยู่ รุ่นพี่จึงมาชวนดาวให้ไปเป็นพิธีกรในรายการนั้น สำหรับดาวการเป็นพิธีกรไม่ค่อยยากเท่าไหร่ เพราะเป็นหนึ่งในวิชาที่เราเรียนในคณะอยู่แล้ว ”
ด้วยใบหน้าที่หวานแบบหญิงไทย บุคลิกที่ถูกกล่อมเกลาจากการแสดงบนเวทีและน้ำเสียงทรงพลังที่มาพร้อมกับการออกเสียงภาษาไทยชัดเป๊ะ ทำให้งานพิธีกรของดุจดาวสอบผ่านฉลุยตั้งแต่เรียนปี 4 เป็นต้นมา จากนั้นมาเธอก็ได้รับการทาบทามเป็นพิธีกรอยู่หลายรายการ อาทิ X Morning รายการเกี่ยวกับการออกกำลังตอนเช้า ออกอากาศที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และพิธีกรรายการด้านท่องเที่ยว รวมทั้งพิธีกรตามงานอีเว้นต์ต่าง ๆ เรียกได้ว่ายังไม่ทันเรียนจบดุจดาวก็สามารถใช้วิชาชีพที่ร่ำเรียนจากคณะวารสารฯมาหาเงินเลี้ยงชีพได้แล้ว
“ ดาวเป็นคนชอบงานอิสระค่ะ เพราะจะได้มีเวลาซ้อมละครเวที แต่ทำละครไม่ค่อยจะได้เงินเท่าไหร่ เลยต้องหารายจากพิธีกร ซึ่งก็ไม่ต้องทำงานทุกวัน มีเวลาก็ไปซ้อมละคร ทุกอย่างในชีวิตลงตัวดี”
#ชีวิตก้าวสู่”นักจิตบำบัด”
หลังจากจบการศึกษาแล้ว ดุจดาวก็เดินตามฝันคือเข้ากลุ่มละคร B-floor Theatre เล่นละครเวที่ได้ประมาณ 2 ปี แต่เพราะการแสดงละครทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าทำไมจิตใจถึงเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวร่างกายจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Dance Movement Therapy ที่ Goldsmiths University of London ประเทศอังกฤษ
“คือเราเรียนวารสารก็มาทางด้านบันเทิง ไม่ได้อยากเป็นนักจิตบำบัดเลย ไม่เคยจินตนาการว่าตัวเองจะไปนั่งประจำคลินิกจิตเวช มันไกลตัวเราเกินไป แต่คอร์สที่เรียนเพื่อตอบคำถามในใจของเรากลายเป็นคอร์สที่ทำให้เราเป็นนักจิตบำบัดเลยได้ของแถมมาอีกหนึ่งอาชีพ”
เรียนปริญญาโทอยู่ที่อังกฤษประมาณ 2 ปีครึ่งจึงกลับมาก็มาทำงานเดิม ๆ แต่เพิ่มเติมคือการเป็นนักจิตบำบัดการเคลื่อนไหวให้กับ “มีรักคลินิก” รวมทั้งเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ ABAC สอนด้านการแสดงที่เกี่ยวกับการใช้ร่างกายที่ “มีรักคลินิก” ซึ่งเป็นคลินิกจิตเวชสำหรับเด็กและวัยรุ่น เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาด้านพฤติกรรม อารมณ์ ความสัมพันธ์ การเรียน และพัฒนาการ ดุจดาวเป็นหนึ่งในทีมที่ทำงานร่วมกับจิตแพทย์ โดยใช้ความเชี่ยวชาญจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว รวมถึงให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองด้วย
#ปลูกฝังทักษะและวัฒนธรรม Empathy
เข้ามาอยู่ในวงการจิตบำบัดได้ประมาณ 2 ปีกว่า ดุจดาวก็เริ่มขยับขึ้นไปจับงานองค์กรขนาดใหญ่ โดยเริ่มจากเป็นอาจารย์พิเศษสอนเรื่อง Body Language ให้บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลในเครือ BDMS จนในที่สุดก็กลายเป็นหนึ่งในทีมวางแผนการพัฒนาระบบ ครั้งนี้ทำให้สาวรักอิสระอย่างดุจดาวตัดสินใจทำงานประจำที่ต้องการทำงานเป็นนักพัฒนาระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรทั้งโรงพยาบาล โดยใช้ความรู้พื้นฐานจากนักจิตบำบัด ถือเป็นงานแปลกใหม่ที่ท้าทายมากสำหรับเธอ
“งานของดาวเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทุกอย่างทั้งคนไปจนถึงระบบ จนถึงเรื่องสอนการสื่อสารให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ลงลึกไปถึงงานบริการ environment เรียกว่าเจอสิ่งไหนที่พัฒนาได้ทีมงานของดาวจะลงไปสร้างระบบเพื่อพัฒนา”
ดูเหมือนหน้าที่ความรับผิดชอบของดุจดาวครั้งใหม่นี้จะท้าทายมาก เพราะการพัฒนาบุคลากรในโรงพยาบาลให้มีจิตที่รักการบริการและดูแลผู้คนที่มาใช้บริการอย่างเป็นมิตร เป็นเรื่องที่ต้องลงลึกไปถึงแต่ละแผนกแต่ละคนด้วย
“ดาวทำงานมาได้สักระยะหนึ่งก็เริ่มมองเห็นภาพใหญ่ว่าทุกคนควรมี Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจ เราจึงจะสามารถพัฒนาทุกจุดเพื่อให้คนมารับบริการได้พึงพอใจ จึงผลักดันเรื่องนี้ให้เกิด”
แม้กระนั้นการปลูกฝังทักษะและวัฒนธรรมEmpathy เพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการ เพื่อให้เกิดขึ้นในองค์กรก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนการบริการเป็นเลิศให้เกิดขึ้นได้ในองค์กร ดุจดาวพบว่าบุคลากรทุกคนต้องมีทักษะ “การสื่อสาร” ถึงจะเข้าถึงพื้นที่ปลอดภัยของลูกค้าได้ “ อย่างผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัด เขาจะไม่รู้สึกปลอดภัยหรอก แต่เขารู้เพียงแค่ว่าสิ่งนี้จำเป็นต้องทำเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น ในกรณีนี้เรามี Empathy อย่างเดียวไม่พอ แพทย์ต้องมีทักษะในการสื่อสารเพื่อแสดงออกให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าแพทย์เข้าใจความรู้สึกของคนไข้อย่างไร เหมือนเราเก็บ skill ของการสื่อสารที่เรียนในวารสาร มาบวกกับการเป็นนักจิตบำบัดออกมาเป็นองค์ความรู้ที่นำมา implement กับองค์กรได้ค่ะ”
#ผลงานเป็นที่ประจักษ์
เราขอให้ดุจดาวลองยกตัวอย่างผลงานที่ประสบความสำเร็จออกมาเป็นรูปธรรมนั้น เธอได้ยกตัวอย่างเล็ก ๆ ขึ้นมาเคสหนึ่งว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทีมของดุจดาวได้รับมอบหมายให้ไปดูแผนก x-ray โจทย์ที่ได้รับคือต้องทำให้ CSI (Customer Satisfacation Index ) หรือตัวชี้วัดความพึงพอใจของผู้ป่วย ของแผนกนี้ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเดิม CSI ของแผนกนี้ไม่สูงมากนักเพราะช่วงเวลาที่ให้บริการลูกค้าสั้นมากและส่วนมากทำงานกับเครื่อง
“ เราเข้าไปดูรายละเอียดต่าง ๆ ของแผนกนี้มากขึ้น สร้างความตระหนักรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ว่าสามารถส่งมอบบริการที่ดีขึ้นให้ลูกค้าได้ เราเข้าไปปรับปรุงอยู่ 1 ปีและผลของ CSI เพิ่มขึ้น จากนั้นบุคลากรในแผนกนี้ก็สามารถพัฒนาทักษะกันเองได้โดยไม่ต้องให้เราเข้าไปจัดการ สรุปคือfeedback ดีขึ้นมาก คะแนน CSI เพิ่มดับเบิ้ล 3 ปีติดต่อกัน”
7 ปีกว่ากับชีวิตงานประจำของนักจิตบำบัดของดุจดาวก็มาถึงเส้นทางที่จะต้องลาจากงานประจำเพื่อมาสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย”ของตัวเองบ้างแล้ว ปัจจุบันเธอได้ก่อตั้ง Empathy Sauce เป็นองค์กรเล็ก ๆ ที่โฟกัสเรื่องการบำบัดแบบครบวงจร ให้บริการด้าน mental health และบริการฝึกอบรมทักษะด้านการสื่อสาร อย่างเห็นอกเห็นใจในองค์กร
ที่นี่เป็นเสมือนการนำประสบการณ์ทั้งหมดของการเป็นนักจิตบำบัดของดุจดาว โดยมีเป้าหมายเป็น mental health provider ที่รักษาในเชิง “ป้องกัน” เพื่อไม่ให้คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตจนกลายเป็นคน”คนไข้”ในที่สุด ส่วนอีกบริการเป็น private practice โดยมีนักจิตบำบัด 5 -6 คนประจำการ และที่พิเศษคือดุจดาวจะทำ workshop แบบหนึ่งต่อหนึ่งให้กับลูกค้าที่ต้องการ
“ปกติดาวจะเป็นหนึ่งในทีมบำบัดด้วย แต่หลัง ๆ ดาวจะมาทำ workshop แบบหนึ่งต่อหนึ่งมากกว่า คือปกติทำเป็นกลุ่มจะต้องเป็นไปตามหัวข้อที่กำหนด แต่การทำหนึ่งต่อหนึ่งนั้นหัวข้อจะเป็นเรื่องที่ลูกค้ากำหนดเอง ซึ่งลูกค้าสนใจเลือกworkshop แบบนี้เยอะค่ะ”
#เคสรักษาที่ประทับใจ
มีคุณแม่ท่านหนึ่งพาลูกมาเจอดาวทั้ง ๆ ที่ลูกก็ไม่เป็นอะไร แต่คุณแม่รู้สึกว่าลูกอาจมีความเครียดอยู่ในใจบางเรื่องก็ได้ เขาเลยอยากให้มาเจอเรา เคสนี้ไม่ใช่การ “ซ่อมแซม” แต่เป็นการ “เสริมสร้าง” ความแข็งแรง ดาวประทับใจกับความคิดของพ่อแม่คนนี้ เขารู้ว่าทุกคนต้องมีพื้นที่ปลอดภัย และเรื่องสุขภาพจิตควรเป็นเรื่องที่พ่อแม่ใส่ใจ ไม่ใช่แค่พาไปฉีดวัคซีนหรือทานยา แต่เขามองสุขภาพใจด้วย ดาวรู้สึกว่าเป็นพ่อแม่ที่เท่ห์มาก
เมื่อถามถึงความยากของอาชีพนักจิตบำบัด ดุจดาวยอมรับว่าอาชีพนี้เป็นงานที่ยากมาก “คำว่ายากคือเราต้องหากระบวนการเพื่อสร้างพื้นที่ให้เขารู้สึกปลอดภัยและวางใจเราจริง ๆ เสียก่อน มีทั้งการเก็บข้อมูลเอามาประมวลผล เราต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของเขาทั้งร่างกายและจิตใจรอบด้านจริง ๆ บางคนมีความซับซ้อนมากทำให้เราต้องใช้ความพยายามมากกว่าเขาจะอนุญาตให้เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้ สรุปยากทุกเคสค่ะ งานที่เรามองว่าประสบความสำเร็จนั้นคือลูกค้าสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเรา ถือเป็นเรื่อง happy สำหรับเราค่ะ”
ก่อนจบบทสนทนาเราขอให้นักจิตบำบัดดุจดาวช่วยฝากหลักคิดในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ “ ดาวไม่สนใจคำว่า สำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่ทุกอย่างที่ดำเนินอยู่ในชีวิตคือกำไรและเป็นความสุข ไม่จำเป็นต้องรอให้ไปถึงจุดสูงสุด คือพึงพอใจกับสิ่งที่อยากทำ และทำในสิ่งที่ต้องการจะทำ แค่นี้ดาวก็คิดว่าเป็นชีวิตที่ค่อนข้างมีคุณภาพ และดาวก็ไม่อนุญาตให้คนอื่นมานิยามความสำเร็จให้เราด้วย”
#ศิษย์JCTUที่เราภาคภูมิใจ
#นีกจิตบำบัดดุจดาว#EmpathySauce#mentalhealthprovider#JCTU#JC41
#JCTUalumni#JCupdate
#สมาคมวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์
