JC UPDATE
ศศิพงศ์ ชาติพจน์ Sasiphong_ch8news
“ตัวตึง” ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศ ช่อง 8
ที่ฉีกขนบเดิมทิ้ง
“พ่อ ๆ แม่ ๆ ค้าบบบ ตะวันโด่งดูรู้ฟ้า ตะวันลาดูคุยข่าวเย็นกับพงศ์นะครับ” น้ำเสียงออกเหน่อนิดอ้อนหน่อย บวกกับลีลาฮาเฮและสีสูทที่แซบเหลือหลาย บอกให้รู้ว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ศศิพงศ์ ชาติพจน์ ผู้ประกาศข่าวที่พลิกโฉมหน้าข่าวพยากรณ์อากาศจนเป็นรายการขวัญใจของพ่อๆแม่ๆติดกันงอมแงม
ตอนเรียนอยู่ม.6 “พงศ์-ศศิพงศ์ ชาติพจน์” เด็กหนุ่มจาก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ได้ค้นพบตัวเองว่า “มีของ” เมื่อตอนลุกขึ้นมาพรีเซนต์งานหน้าห้องด้วยความเข้าใจในลีลาของตัวเอง จนได้รับคำชมเชยจากอาจารย์ จากนั้นพงศ์จึงปักธงในใจว่า ชีวิตนี้ฉันจะต้องเป็นผู้ประกาศข่าวให้ได้ มีผู้ประกาศข่าวชื่อดังอย่างสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นแรงบันดาลใจ และมีคุณแม่เป็นเจ๊ดัน ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังใจ เพื่อส่งลูกชายให้ไปถึงฝั่งฝัน
“พงศ์เชื่อว่าถ้าเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ จะทำได้ดีเหมือนเรียนด้วยใจ นั่นคือหมุดหมายเริ่มต้นที่เราได้ค้นพบว่า อยากเป็นอะไร” เมื่อค้นหาตัวเองได้แล้ว พงศ์ก็มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯเพื่อเรียนปริญญาตรีที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยากรุงเทพ จากเด็กเรียนเกรดเฉลี่ย 2 ต้น ๆ เมื่อมาเรียนในสาขาที่ตัวเองชอบ ผลการเรียนพุ่งทะยานมาเป็นเกรดเฉลี่ย 3 กว่า ถือเป็นการตอกย้ำว่า มาถูกทางแล้ว
#ก้าวแรกของชีวิตนักข่าว
หลังจากจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพแล้ว พงศ์ได้เข้าทำงานที่แรกคือสำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ในยุคที่กำลังขยายงาน เขาถูกส่งให้ไปเป็นผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลที่ต้องสิงห์สถิตอยู่ใน”รังนกกระจอก”และทำงานอยู่กับบรรดานักข่าวรุ่นใหญ่ทั้งนั้น พงศ์ได้ถูกขัดเกลาและหล่อหลอมความเป็นคนข่าวในช่วงเวลาปีกว่าๆ ก่อนจะก้าวออกจากทำเนียบฯมาเป็นผู้ประกาศข่าวหน้าจอ
#เด็กป.โท MCA รุ่น 9
นอกจากความฝันแรงกล้าที่จะต้องเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ให้ได้นั้น อีกหนึ่งความตั้งใจของเด็กตะพานหินคนนี้ คือ การเข้ามาศึกษาคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ได้ แม้ในระดับปริญญาตรีจะเอ็นทรานซ์ไม่ติด แต่ที่สุดแล้วหลังจากจบปริญญาตรีและเข้าทำงานได้ไม่นาน เขาก็ตั้งใจสอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโท คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรMCA รุ่น 9 ได้สำเร็จ
“ตอนเรียนต่อปริญญาโท ที่คณะวารสารศาสตร์ ยังเป็นนักข่าวการเมืองตัวเล็ก ๆ ในทำเนียบอยู่เลย ขั้นตอนสอบสัมภาษณ์อาจารย์ถามว่า มาเรียนสาขานี้อยากเป็นอะไร ตอนนั้นตอบอย่างมั่นใจมากว่า…อยากเป็น ผอ.อสมท. ครับ เพราะสมัครมาเรียนสาขาการบริหารสื่อสารมวลชน จะเป็นอะไรที่ต่ำกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะยุคนั้นคือทันสมัยสุด ส่วนจะได้หรือไม่ได้นั้นอย่างน้อยตัวเราเองก็มีเป้าหมาย”
ส่วนอีกเหตุผลคือต้องการให้ครอบครัวและญาติพี่น้องที่ตะพานหินได้ภูมิใจว่า เขามีความสามารถได้มาศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ แต่นอกเหนือจากการสร้างโปร์ไฟล์ให้ดีแล้ว ศศิพงศ์บอกว่าหลักสูตรนี้สอนให้เขาได้เรียนรู้หลักการบริหารสื่อ สามารถนำไปใช้กับการทำงาน ช่วยสร้างภูมิทัศน์ทางความคิดให้เป็นคนที่คิดและพูดอย่างมีตรรกะมากขึ้น
#พงศ์พยากรณ์ได้แจ้งเกิด
ปี 2551 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ ช่อง 11 กำลังปรับโฉมผู้ประกาศข่าวครั้งใหญ่ จากการนั่งอ่านข่าวแบบเดิม ๆ ที่เป็นทางการ ให้ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทันสมัย ทางช่องได้คัดเลือกจากนักข่าวรุ่นใหม่ มาเป็นผู้ประกาศข่าวเจนใหม่ หนึ่งในนั้นคือ…ศศิพงศ์ ชาติพจน์ ..ด้วยคาแรคเตอร์ที่กระฉับกระเฉงจึงเข้าตาผู้บริหาร เขาจึงถูกเลือกให้มาเป็นผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศ ที่ต้องพลิกโฉมการพยากรณ์อากาศแบบเดิม ๆ และด้วยลีลาพลิ้วไหวของเขาได้กลายเป็น “ ต้นแบบ” ของผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศที่มีสไตล์เป็นของตัวเองมาถึงปัจจุบัน
“จุดเด่นของพงศ์เป็นคนลื่นไหล สามารถสวมบทบาทในการนำเสนอให้สอดรับกับcontentได้ จึงได้รับการคัดเลือกให้มาอ่านข่าวพยากรณ์อากาศในรูปแบบใหม่” และเพื่อต้องการตอกย้ำให้คนดูจดจำเขาได้แม่นยำขึ้น เขาจึงพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาใหม่พร้อมกับมีม็อตโต้ปิดท้ายรายการทุกครั้งว่า “ รู้ก่อนเตรียมตัวก่อนกับผม พงศ์ พยากรณ์” ประโยคง่าย ๆ แต่กลับสร้างแรงดึงดูดให้คนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศของช่อง 11 มากขึ้น และจดจำเขาได้มากกว่าใคร
#ย้อนกลับมาเป็นนักข่าวการเมือง
ในยุคทีวีดาวเทียมสื่อรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นตามกระแสของโลกที่พัฒนาไปตามเทคโนโลยีกำลังเฟื่องฟู ก็ได้เวลาที่ศศิพงศ์ ชาติพจน์ ย้ายช่องมาอ่านข่าวที่สำนักข่าว Spring News ซึ่งเป็นช่วงจังหวะสถานการณ์การเมืองกำลังดุเดือด เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ ม็อบเสื้อแดง
“ยุคทีวีดาวเทียมพงศ์ได้สัมผัสกับการทำรายการรูปแบบใหม่คือรายงานสดผ่านระบบ 3G ซึ่งเรียกว่าทันสมัยที่สุดในยุคนั้นแล้ว เป็นการกลับมาทำข่าวการเมืองอีกครั้ง”
ย้ายมาอยู่ที่สำนักข่าว Spring News ศศิพงศ์ได้ขยับมาทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวหลักพร้อมกับการอ่านข่าวพยากรณ์อากาศไปด้วย ประกอบกับเกิดเหตุการณ์ม็อบเหลืองแดงกำลังครุกรุ่น เขาจึงได้ฝึกทักษะระดับสูงขึ้นไปอีกขั้น
“ตอนนั้นอยู่ในช่วงเกิดม็อบปี 2553 เลยได้ฝึก skill ของพิธีกรในภาวะเร่งด่วนไปด้วย เมื่อก่อนกลัว Phone in มาก แต่เมื่อสถานการณ์บีบเค้นจึงเคี่ยวกรำทักษะการจัดรายการได้อย่างรวดเร็ว”
ในช่วงนั้นศศิพงศ์จะเป็นผู้ประกาศที่อยู่เหตุการณ์วิกฤติ ซึ่งต้องสัมภาษณ์แหล่งข่าวทางโทรศัพท์มากถึง 3-4 สายในเวลาเดียวกัน “แต่เราต้องมีชุดความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ๆ ที่สามารถนำมาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ เช่น ถ้าต่อสาย Phone in เข้ามาไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนกลับไปรายงานสถานการณ์สดในจอทีวีได้ทันที โดยไม่มีสคริป” แต่สุดท้ายแล้วด้วยความลื่นไหลและทักษะในการแก้ปัญหาที่ได้เรียนรู้มาในภาวะวิกฤติ ทำให้เขาสามารถควบคุมสถานการณ์หน้าจอได้อย่างราบรื่น
และอีกช่วงหนึ่งที่วงการผู้ประกาศข่าวเฟื่องฟูมากเพราะมีสถานีเกิดขึ้นหลายแห่ง ทำเขาได้มีโอกาสได้มาทำรายการข่าวที่ Voice TV ครั้งนี้ เขาได้ขยับมาเป็นบรรณาธิการข่าว พร้อมกับการเป็นพิธีกรของช่องไปด้วย
“อยู่ที่ Voice TV ได้ฝึกบริหารจัดการประเด็นข่าวและทีมงานของรายการ Wake Up Thailand เป็นการวิเคราะห์ข่าวเชิงลึกร่วมกับคอลัมนิสต์ ซึ่งต่อยอดจากการเป็นนักข่าวการเมืองและพิธีกร และยังท้าทายกับประสบการณ์ใหม่ในการเป็น Host คือ เป็นคนชงคำถามให้ผู้ร่วมรายการคิดต่อ ขยี้ต่อ “
#NewsMarketing
กับสถานะปัจจุบันในตอนนี้ ศศิพงศ์ ชาติพจน์ คือผู้ประกาศข่าว “รู้ฟ้าทันฝน” ให้กับช่อง 8 ซึ่งหมายความว่าเขาได้วนกลับมาทำหน้าที่เดิมที่เคยสร้างความตำนานมาแล้วในอดีต
“ กับรายการรู้ฟ้าทันฝนนั้นเป็นการต่อยอดจากงานเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยโจทย์ที่ช่อง 8 ให้มาคือต้องเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ เพราะข่าวยุคนี้ต้องสนุกและ Lively มากขึ้น ”
รายการรู้ฟ้าทันฝนเริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลตอบรับจากคนดูเหนือความคาดหมาย ครั้งนี้เขาวางบทบาทในการสื่อสารที่แม่นยำ โดยใช้คำว่า “พ่อ ๆ แม่ ๆ” กับคาร์แรคเตอร์เสียงเหน่อ ๆ และการรายงานอากาศด้วยภาษาที่ เล่าง่าย ดูง่าย เข้าใจง่าย และเชื่อถือได้ เพื่อให้ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากขึ้น
ทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอทีวีจนประสบความสำเร็จได้นั้น ผ่านการกลั่นกรองและวางกลยุทธ์ที่เรียกว่า News Marketing มาเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งศศิพงศ์เล่าว่าเริ่มจากการวิเคราะห์กลุ่มคนดูของช่อง 8 คือคนสูงวัยอายุ 50 ปีขึ้นไป อยู่ตามชนบท ส่วนมากประกอบอาชีพพ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ฯลฯ
จึงเป็นที่มาของชื่อง่าย ๆ “รู้ฟ้าทันฝน” และคำทักทายของเขาตอนเริ่มรายการว่า “สวัสดีวันจันทร์ครับ พ่อ ๆ แม่ ๆ “ เขาอธิบายความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนเอาไว้ว่า “คำว่าพ่อ ๆ แม่ ๆ ไม่ใช่พูดเพราะสนุกปาก แต่มาด้วยหลักการตลาดที่วางไว้แล้ว เพื่อยิงให้ตรงเป้าคนดู เราแทนตัวเองเป็นลูกเป็นหลานคนดู แต่ผลตอบรับกลับมาคือความใกล้ชิด และคำนี้ touch มากจนสุดท้ายพิธีกรอื่น ๆ ก็ยังหันมาใช้ด้วย หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่เปลี่ยนสีไปตามวัน และคนดูมักสะดุดกับเสื้อผ้าว่าสีสดใสมากเรื่องนี้ถึงก็ผ่านการคิดเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แทนคำว่า “สวัสดีวันจันทร์” โดยไม่ต้องพูดออกมา เป็นการสื่อสารเชิงสัญญะร่วมสมัย”
#ฉีกแนวข่าวพยากรณ์อากาศ
การรายงานการพยากรณ์อากาศเป็นอีกหนึ่งภาษาที่คนฟังทั่วไปต้องแปลไทยเป็นไทยจนหัวจะปวด เช่น คำว่าวันนี้ภาคกลางมีฝนตก60 % ของพื้นที่ คำเหล่านี้เราคุ้นหูมาตั้งแต่เริ่มมีข่าวพยากรณ์อากาศเกิดขึ้น ฟังแล้วก็มีคำถามและต้องตีความต่อว่า ฝนจะตกที่บ้านของเขาหรือไม่
ศศิพงศ์ เล่าว่าข่าวพยากรณ์ของเขาใช้ข้อมูลจากหลากหลายแหล่งที่มา ทั้งจากกรมอุตุนิยมวิทยา influencer ด้านอากาศ ไปจนถึงเรด้าตรวจอากาศของต่างประเทศ สามารถเข้าไปหาข้อมูลลึก ๆ ที่นำมาเตือนในระดับแม่นยำและรวดเร็ว
“ อย่างเช่น พายุจะเข้าพรุ่งนี้ ทางกรมอุตุนิยมฯจะเตือนกระชั้นชิดเพื่อไม่ให้เกิดความตระหนก แต่ influencer จะเตือนล่วงหน้าเป็นสัปดาห์แล้ว ดังนั้นพงศ์สามารถนำชุดข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำนี้ มาแจ้งเตือนผู้ชมรายการด้วยภาษาที่ฟังง่าย ๆ เช่น ช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมามีฝนถล่มในพื้นที่ทางภาคอีสานใต้ของไทยมาก พงศ์จะบอกกับผู้ชมรายการว่า เกี่ยวข้าวเสร็จก็อย่าตากข้าวบนถนนนะ ไปตากในที่ที่มีหลังคานะ ไม่ใช่การพูดแบบเอาม่วน แต่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อชาวนาในยามที่เขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางโทรศัพท์ได้ ”
#บทบาทอาจารย์
ด้วยชื่อเสียงโดดเด่นทางด้านผู้ประกาศข่าว รวมกับบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร ครั้งหนึ่งหลังจากที่ศศิพงศ์เรียนจบปริญญาโทแล้วจึงได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพให้มาเป็นอาจารย์พิเศษ สอนภาควิชาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ เขาสวมบทบาทอาจารย์นานถึง 5 ปีคู่ขนานไปกับการทำงานข่าวด้วย
และตลอด 5 ปีนั้นเขาทุ่มเทถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาอย่างมาก และก็มีลูกศิษย์หลายคนที่ได้เข้ามาอยู่ในวงการโทรทัศน์ซึ่งก็สร้างความสุขให้กับคนเป็นอาจารย์อย่างเขามากเช่นกัน “ตอนสอนนั้นมีนักศึกษาในชั้นเรียนประมาณ 20 คน พงศ์ไม่คาดหวังว่าลูกศิษย์ทุกคนจะต้องเดินเข้าสู่วงการข่าวแบบเรา หากมีแค่ 1 คน ที่มีเราเป็นไอดอลแล้วเดินตามความฝันเข้าสู่วงการข่าวได้ ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเด็กแต่ละคนเข้ามาเรียนด้วยเป้าหมายต่างกัน”
วันนี้ ศศิพงศ์ ชาติพจน์ ได้มาถึงฝั่งฝันของการเป็นผู้ประกาศข่าวตามที่ตั้งใจไว้แล้ว ได้มาเป็นอาจารย์ที่ส่งลูกศิษย์เข้าสู่วงการโทรทัศน์หลายคน แต่ชายคนนี้ยังไม่หยุดฝัน เป้าหมายในอนาคตของเขาเป็นฝันอันสูงสุดคือการเป็นนักการเมือง กลับไปรับใช้พ่อแม่พี่น้องบ้านเกิดที่ตะพานหิน
“พงศ์อยากเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ อยากวิวัฒน์บ้านเกิดของตัวเองให้พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายฉลาดคิด ฉลาดใช้ชีวิต กินดีอยู่ดี ร่วมสมัยไม่ล้าหลัง ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความเป็นธรรมศาสตร์สอนให้พงศ์รักประชาชน”
พวกเราขาววารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ก็รักศิษย์เก่า รักน้องพงศ์ ที่เป็นไอดอล เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับแวดวงสื่อสารมวลชน น้องๆและลูกศิษย์ทุกคน เราจะคอยติดตามผลงาน และเป็นกำลังใจให้ต่อไป
ติดตามผลงานได้ทุกช่องทาง ทางช่อง 8 และ Social Media
Facebook sasiphong chartphot
Instagramsasiphong
Twitter phongsasiphong
Tiktok sasiphong
#ศิษย์JCTUที่เราภูมิใจ #JCupdate
#sasiphongchartphot #ศศิพงศ์ชาติพจน์
#ผู้ประกาศข่าวอากาศ
#ช่อง8 #สมาคมวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์
#JCTUalumni
ศศิพงศ์ ชาติพจน์ : “ตัวตึง” ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศ ช่อง 8ที่ฉีกขนบเดิมทิ้ง
