ดร.นิชคุณ ตุวพลางกูร : เขาคือคน upskill คนในวิชาชีพ และ value ความหลากหลาย

ดร.นิชคุณ ตุวพลางกูร
เขาคือคน upskill คนในวิชาชีพ
และ value ความหลากหลาย

“เบียร์” ดร.นิชคุณ ตุวพลางกูร หนุ่มน้อยอารมณ์ดี มองโลกสดใส มีพลังเต็มเปี่ยมที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งรอบตัวและพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ส่งต่อไปยังผู้ร่วมวิชาชีพ เขาถือเป็นคนรุ่นใหม่ของชาววารสารที่สามารถปรับตัวให้ตามกระแสคลื่นยักษ์ของ Technology Trends ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคมและชุมชนในอนาคต

ดร.นิชคุณ เดินเข้ามาในรั้วสีม่วงของคณะวารสารฯ เอกโฆษณา รุ่นรหัส #JC51 เหตุผลที่เลือกเรียนคณะนี้คือไม่ต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์และสถิติ “ตอนนั้นรู้สึกว่าคณะวารสารฯ เป็นเรื่องใกล้ตัวและถ้าเรียนจบน่าจะหางานได้หลากหลาย” ด้วยตรรกะง่าย ๆ ในวัยเด็กที่ไม่มีอุดมการณ์ในตอนนั้น เขาคงคิดไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะมาไกลจนจบปริญญาโท #MCA17 คณะวารสารศาสตร์ สาขาการบริหารสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาเอก สาขานิเทศศาสตร์และนวัตกรรม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า และได้ทำงานบริษัทโฆษณาชั้นนำของโลก ที่สำคัญคือเป็นคนหนึ่งในสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยที่มีบทบาทร่วมสร้างความพร้อมให้คนในวิชาชีพของสื่อสารมวลชนสามารถก้าวทันโลก เพื่อผลักดันให้คนในวงการโฆษณาวิ่งทันกระแส Digital Transformation โดยไม่ตกทางด่วนเสียก่อน
# ตกผลึก 4 ปีที่คณะวารสารฯ

ชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้น ดร.นิชคุณเล่าแบบสบาย ๆ ว่า สนุกไปกับการเรียนและทำกิจกรรม แต่เมื่อถามถึงการตกผลึกการเรียน 4 ปีได้อะไรมาบ้างนั้น คำตอบคือ คณะวารสารฯสอนให้เป็นคนกล้าแสดงออกและนึกถึงคนอื่น ๆ ในสังคม

“ตอนเรียนอยู่ที่คณะให้ทำกิจกรรมอะไรหลาย ๆ อย่างที่รุ่นพี่ของคณะจัดให้ ในตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่าให้ทำเพื่ออะไรกันบางเรื่องดูเหมือนแค่เล่น เต้น สนุก แต่พอเราโตขึ้นเราถึงรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคือการสอนให้เรากล้าแสดงออก ไม่กลัวที่จะต้องไปยืนพูดในที่สาธารณะ หรือแม้แต่ประเด็นเรื่อง LGBTQ ก็เช่นกัน เพราะคณะเรามีความหลากหลาย จึงให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้มาก เมื่อก่อนเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอเราออกไปเจอสังคมข้างนอกที่จะต้องให้พื้นที่กับคนกลุ่มนี้มากขึ้น ทำให้เราต้องบอกตัวเองว่าอย่าหลงลืมว่าคนในสังคมมีหลากหลายกลุ่มมาก”

แม้กระทั่งการได้เข้าร่วมทำงานใหญ่อย่าง #ละคอนวาสารฯ ก็สอนให้เขาได้เรียนรู้ว่าในการทำงานร่วมกับคนหมู่มากและจะต้องบริหารจัดการคนนั้นต้องมีศิลปะอย่างไร

“งานละคอนวารสารฯ เป็นโปรเจคใหญ่มาก งานจะสำเร็จได้ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ต้องทำงานเป็นทีมเวิร์ค ซึ่งสอนให้เรารู้จักการเลือกคนให้เหมาะกับงาน สอนให้มีศิลปะในการทำงานร่วมกับคนอื่น และบริหารคนให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งผมยังนำติดตัวไปใช้กับการทำงานจนถึงปัจจุบัน”

#ก้าวแรกที่โอกิลวี่
หลังจบเรียนแล้วไปทำงานอะไร? คือคำถามต่อมาที่เราอยากรู้บนเส้นทางชีวิตของดร.นิชคุณ
“อยากท้าทายตัวเอง เลยลองสมัครเข้าทำงานที่โอกิลวี่เพราะใคร ๆ ก็พูดว่าที่นี่เข้ายากมาก” เป็นที่รู้กันว่าบริษัทโอกิลวี่ ถือเป็นเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อระดับโลก ส่วนโอกิลวี่ ประเทศไทย นั้นก็เป็นเอเจนซี่แถวหน้าที่กวาดรางวัลมากมายหลายเวทีทั้งระดับประเทศและระดับโลก

ดร.นิชคุณใช้คำว่า “โชคดี” ที่ได้เข้าไปทำงานที่โอกิลวี่ โดยในช่วงก่อนจบการศึกษาเขามีโอกาสไปฝึกงานที่บริษัทโอกิลวี่ ซึ่งมีรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำและรับเข้าฝึกงาน โดยได้ฝึกในแผนก Account Management หลังจากฝึกงานได้ 3 เดือน จังหวะที่โอกิลวี่เปิดรับพนักงานพอดี เขาจึงสมัครและได้เข้าเป็นพนักงานเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่

เริ่มแรกจากโชคดีที่มีโอกาสไปฝึกงาน แต่การที่นักศึกษาจบใหม่คนหนึ่งจะได้รับโอกาสมาทำงานบริษัทใหญ่ระดับนี้ถือว่าไม่ง่ายเลยถ้าไม่มีความสามารถด้วย ดร.นิชคุณเสริมว่าตอนฝึกงานนั้นทุ่มเทสุดตัวคงทำให้องค์กรเห็นถึงความพยายามในการทำงาน และถือเป็นจังหวะชีวิตที่โชคดีซ้ำซ้อนเพราะเขาได้ไปอยู่ในบริษัท โอกิลวี่วัน เวิลด์วายด์ จำกัด ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานด้านดิจิทัล และ Digital CRM (Customer Relationship Management) ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของวงการโฆษณาในช่วงเวลานั้น

“ผมโชคดีที่ได้ไปเริ่มเรียนรู้เรื่อง Digital Marketing ที่ตอนนั้นกำลังบูมในเมืองนอก และเพิ่งจะเข้ามาในเมืองไทยได้ไม่นาน ได้เห็นตั้งแต่เริ่มทำ Digital Marketing ในหลาย ๆ รูปแบบ ซึ่งตอนนั้นตำแหน่ง AE (Account Executive) ต้องมาเขียน Social Content และต้องทำรูปเอง แต่ก็ทำให้ได้เห็นมุมมองเรื่องโอกาสของ Digital Marketing ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในอนาคตมากขึ้น”

ดร.นิชคุณ ทำงานที่โอกิลวี่ประมาณ 5 ปี เริ่มจากตำแหน่ง Junior Communications Executive จนถึงตำแหน่งสุดท้ายก่อนออกคือ Communications Manager

#เติมเต็มความฝันการเป็นครู
เพราะใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากเป็นครู หลังจากทำงานที่โอกิลวี่อยู่ 5 ปี ขณะที่ทำงานก็เรียนต่อปริญญาโทไปด้วย พอดีคณะวารสารฯ เปิดรับสมัครอาจารย์ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไม่ลังเล เพื่อไปเป็นครูตามฝันของเขา

“ช่วงที่เป็นอาจารย์อยู่คณะวารสารฯ สนุกมาก เรานึกย้อนไปตอนเป็นนักศึกษานั้นเราอยากได้อาจารย์แบบไหนบ้าง ดังนั้นพอเรามาเป็นอาจารย์เราก็เลยทุ่มเทให้กับนักศึกษามากเลย”
เชื่อว่านักศึกษาที่ได้เรียนกับ “อาจารย์เบียร์” ก็คงจดจำอาจารย์คนนี้ได้ไม่ลืมเพราะเขาทุ่มเทการทำงานเพื่อนักศึกษาและยืนเคียงข้างนักศึกษาเรียกว่าส่งนักศึกษาจนถึงฝั่งทุกคน

“ย้อนกลับไปตอนผมเป็นนักศึกษา ทุกครั้งที่ไปแข่งขันอะไรก็ตามก็อยากให้มีอาจารย์ที่ปรึกษามาให้คำแนะนำบ้างเพื่อจะได้มีโอกาสชนะ ดังนั้น ตอนลูกศิษย์มาขอให้เราเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เขาคงคิดเหมือนเราตอนนั้น ผมก็เลยช่วยนักศึกษา แบบทุ่มสุดตัวจริง ๆ ทำงานกับพวกเขาอย่างจริงจัง เรียกว่าอยู่ด้วยกันหลายสัปดาห์จนงานเสร็จ ”

ผลของการยืนเคียงข้างลูกศิษย์ในครั้งนั้น ทำให้โปรเจคแผนการตลาดของนักศึกษาที่ส่งเข้าประกวดเวที J-MAT (Junior Marketing Association of Thailand) ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้รางวัลชมเชย และถูกคัดเลือกให้ไปแข่งที่สิงคโปร์ ซึ่งสามารถคว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 Global Brand Planning Competition 2018 และ รางวัล Best Debater จาก Global Chinese Marketing Federation กลับประเทศได้สำเร็จ

“การที่เราได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาและได้เห็นการพัฒนาของนักศึกษาแต่ละสัปดาห์ แค่นี้ก็เติมเต็มหัวใจเราแล้ว และดีใจมากขึ้นอีกเมื่อผลงานของนักศึกษาสามารถคว้ารางวัลมาให้ นี่คือสิ่งหนึ่งภาคภูมิใจมาก”

#กลับมาโอกิลวี่รอบ 2
หลังจากใช้ชีวิตเป็นอาจารย์อยู่ 2 ปี ดร.นิชคุณก็กลับมาทำงานที่บ้านเก่าคือโอกิลวี่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาได้งานใหม่ที่ท้าทายความสามารถให้คนหนุ่มอย่างเขาได้รู้สึกสนุกกับงานอีกครั้ง ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้
“กลับมาที่โอกิลวี่รอบสอง ผมมาดูแลอยู่ 2 เรื่อง คือ Learning and Development ซึ่งเป็นงานเทรนนิ่งให้พนักงาน และอีกเรื่องคือ ทำ DE&I (Diversity, Equity & Inclusion) ซึ่งโอกิลวี่ให้ความสำคัญกับเรื่องความหลากหลาย เพราะที่นี่ต้องการคนที่มาจากหลาย Culture มีความแตกต่างกันทั้งในแง่ Demographic และ Psychographic แม้จะมีข้อแตกต่างในการมองเรื่องเดียวกัน แต่กลับเป็นข้อดีคือสามารถเลือก Solution ที่ดีที่สุดมาใช้กับงาน “

“โอกิลวี่คือโรงเรียนที่ดีที่สุด” นั่นคือสิ่งที่คนในวงการธุรกิจยอมรับและนี่คือเหตุผลว่าทำไมโอกิลวี่ถึงได้ครองอันดับดาวค้างฟ้าอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมนี้มาตลอด การที่ดร.นิชคุณถูกวางตัวให้มากุมหัวใจสำคัญขององค์กรในเรื่องการสร้างและพัฒนาบุคลากรจึงถือได้ว่าองค์กรต้องเห็นความสามารถของเขาอยู่แล้ว
โอกิลวี่จะวางระบบ Learning and Development อย่างดี มีหลักสูตรมากมายที่บุคลากรทุกคนจะต้องผ่านหลักสูตรการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะความรู้ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

“งานหลัก ๆ ของผมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคือการอบรมสร้างวัฒนธรรมองค์กรในแบบของโอกิลวี่ให้แข็งแรง ทุกคนที่นี่จะถูกหลอมรวมให้เป็นแนวทางเดียวกัน ครั้งนี้เป็นงานที่มีรายละเอียดของงานเยอะมาก จะต้องวางแผนงานทั้งปีว่าปีนี้จะโฟกัสเรื่องอะไรบ้าง หรืออาจจะไปจับมือกับแพลตฟอร์มข้างนอกทั้งที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการสื่อสารการตลาด ไปจนถึงเรื่องที่เกี่ยวกับพนักงานในองค์รกร คืองานกว้างมาก ต้องพบปะผู้คน ต้องทำเรื่องใหม่ ๆ ก็สนุกดีครับ”

#Upskill ให้กับวิชาชีพโฆษณา
ชีวิตที่ไม่ชอบอยู่นิ่งทำให้ ดร.นิชคุณ ได้รับโอกาสเข้าไปช่วยงานของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งรองนายกสมาคม 2 สมัย โดยสมัยแรกเป็นรองนายกสมาคมฝ่ายวิชาการ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกสมาคมฝ่ายพัฒนาวิชาชีพ

“หน้าที่ของผมคือ ดูแลเรื่อง Knowledge Sharing ให้กับคนในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อที่จะทำให้คนในวิชาชีพโฆษณาแข็งแรงและทันสมัยตามโลกให้ทัน เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับคนในการทำงานด้านวิชาชีพนี้มากขึ้น”

นี่คืองานใหญ่ที่กำลังวางรากฐานสร้างคนให้กับอุตสาหกรรมโฆษณา ผ่านการสร้างหลักสูตรอบรมหลากหลายที่กลั่นกรองมาจากคณะกรรมการของสมาคมฯ

เกือบ 10 ปีที่ ดร.นิชคุณ เดินเข้ามาทำงานในวงการโฆษณานี้ จากนี้ไปยังมีอะไรที่เขาอยากเรียนรู้อีกบ้าง?

“ในวงการโฆษณาหรือสื่อสาการตลาด สิ่งที่เราต้องรู้คือ รู้จักตัวเองก่อน ต้องบอกว่าผมรู้น้อยมากเพราะโลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน มีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อย่างตอนนี้ผมสนใจเรื่อง MarTech (Marketing Technology), AdTech (Advertising Technology) เพื่อทำการตลาดหรือการสื่อสารการตลาดแบบ Automation และอีกเรื่องหนึ่งคือ การสร้าง Experience ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งและออกแบบประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคให้ครบทั้ง Full-Funnel”

คำถามสุดท้ายก่อนจบการสนทนาคือการฝากข้อคิดเรื่องการทำงานให้กับน้อง ๆ รุ่นหลังที่กำลังจะเดินเข้าสู่ชีวิตการทำงานว่า “อย่าเพิ่งพอใจกับงานของตัวเองง่าย ๆ อย่าหลงรักงานของตัวเองเร็วเกินไป เวลาเราทำอะไรแค่ดีแล้วมันยังดีไม่พอ เพราะมันสามารถดีขึ้นกว่านี้ได้อีก ถ้าเรามี mindset แบบนี้ งานหรือทุกอย่างที่เราทำจะออกมาดีมาก ๆ “Being Very Good is No Good,You Have to Very , Very , Very , Very , Very Good” “จากหนังสือ Eternal Pursuit of Unhappiness”
​​​สุดยอดมากคะ ศิษย์เก่าคนเก่งของเรา👏👏👏
#ศิษย์JCTUที่เราภูมิใจ
#JCTUalumni #Ogilvy #JCTU
#JCupdate #ด็อกเตอร์นิชคุณ
#สมาคมวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์ 

Leave a Reply

Discover more from สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading