ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ นักเขียนขวัญใจหนุ่มสาวทำงานยุคมิลเลนเนียล ‘ท้อฟฟี่ แบรดชอว์’ หรือ ‘ชญาน์ทัต วงศ์มณี’ ที่มีพ็อคเก็ตบุ๊กและคอลัมน์บอกเล่าแง่มุมที่พบประสบเจอในชีวิตประจำวัน แบบชวนให้ขบคิดออกมามากมาย ตั้งแต่ ไซเบอร์ราคะ, มนุษย์สุดมโน, วัยว้าวุ่นรุ่น 30, I Hate My Job อย่าปล่อยให้งานเป็นมารร้าย, เรื่องที่ Google ไม่มีคำตอบให้เรา ฯลฯ
#ชญาน์ทัต เล่าว่า ชอบเขียนหนังสือมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าเป็นนักศึกษา เอกหนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์ คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (รหัส JC 45)
“ต้องย้อนเล่าว่า เรียนสายวิทย์ แล้วเรียนไม่เก่ง แต่เราชอบเขียนหนังสือ ชอบแต่งกลอน เคยประกวดแล้วได้รางวัล ก็เลยชอบเขียน เพราะรู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่า ตอนเด็กๆ เราไม่รู้หรอกว่า การเขียนหนังสือจะยึดเป็นอาชีพได้ คลังอาชีพในสมองเรานี่มีจำกัดมาก แต่พอขึ้น ม.6 ผมได้เปลี่ยนมาเรียนสายศิลป์ – คำนวน แล้วเห็นว่า เป็นคำตอบที่ใช่ของเรา และมีวิชาอย่าง สถานการณ์ปัจจุบัน ที่ได้อ่านวิเคราะห์ข่าวในตอนเช้า จึงเป็นที่มาความสนใจอยากเข้าเรียนที่ คณะวารสารศาสตร์ พอไ้ด้เข้ามาเรียนก็ยิ่งพบว่า นี่คือโลกของเราจริงๆ”
จากนักเขียนสมัครเล่น ได้เข้ามาในสนามจริง เมื่อมาฝึก และได้งานทำที่นิตยสาร จีเอ็ม
“ถ้าเราเขียนในนิตยสาร ก็เขียนด้วยกลิ่นอายของความเป็น จีเอ็ม แต่ในช่วงนั้นเริ่มมี บล็อกสปอต ที่ทาง บก. ให้แต่ละคนไปผลัดกันเขียนใน ‘น้ำเสียง’ ของตัวเอง นี่จึงเป็น…
#จุดเริ่มต้นของชื่อท้อฟฟี่แบรดชอว์
“ตอนนั้นเขียนใน Hi5! ด้วย เป็นเรื่องที่เราคิดเห็นต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว ซึ่งคนเข้ามาอ่านกันเยอะมาก ก็เลยมีการไปรวมเล่ม แล้วมี บก. ของนิตยสารวอลุ่มได้มาอ่าน และติดต่อให้เขียนคอลัมน์ประจำ”
“สำหรับตอนที่มีเฟซบุ๊กนั่นออกหนังสือมา 2-3 เล่มแล้ว ผู้ใหญ่ที่รู้จักกันก็บอกว่า ควรจะเปิดเป็นแฟนเพจ ‘ท้อฟฟี่ แบรดชอว์’ เขียนถ่ายทอดสิ่งที่คนเข้ามาอ่านแล้วจะได้ประโยชน์กลับไป ถึงตอนนี้ก็ประมาณ 6 ปีแล้ว”
#เคล็ดลับในการเป็นนักเขียนที่ครองใจคนอ่านมายาวนาน
ท้อฟฟี่ บอกว่า ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “เขียนไปทำไม?” — “เวลาผมเขียนหนังสือ ผมจะตั้งเป้าหมายเอาไว้ 3 ‘ดี’ คือ
1. ดีต่อตัวเอง ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรามี ถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียน
2. ดีต่อคนอ่าน ให้เขาคุ้มค่าที่อุตส่าห์เสียเวลาในชีวิตของเขามาอ่านงานของเรา ควรจะได้อะไรที่ดีๆ กลับไป ไม่รู้สึกว่าเสียเวลาที่มาอ่าน แล้วก็
3. ดีต่อคนรอบตัว เรื่องที่เราเขียนสามารถช่วยขับเคลื่อนสังคม เปลี่ยนมุมมองความคิดให้ดีขึ้น หรือได้มุมมองอะไรใหม่ๆ กลับไปพัฒนาตัวเอง และคนรอบข้างเขา ผมคิดว่า ข้อหลังนี่ได้ #มาจากการเรียนวารสารฯ โดยตรง ที่สอนให้เรามีความรับผิดชอบต่อสังคม”
ท้อฟฟี่บอกอีกว่า คอนเทนต์ดีๆ ไม่ควรมีการจำกัดรูปแบบ หรือแพลตฟอร์มในการนำเสนอ “เราพูดกันว่า นิตยสารตายแล้ว สิ่งพิมพ์ไปไม่รอด แต่คนเรายังต้องอ่าน ต้องการเสพย์คอนเทนต์ดีๆ อยู่ เราลองทำตัวเป็นน้ำ ภาชนะแบบไหนก็อยู่ได้หมด อย่างผมเคยแต่เขียน ไม่คิดว่าจะพูด ตัดต่อวิดีโอ อะไรก็ทำได้ จนทาง เดอะ สแตนดาร์ด ให้โอกาสทำพ็อดแคสต์ หรือมีแอพฯ คลับเฮาส์ ที่เน้นการสื่อสารทางเสียง พอไปลองทำก็พบว่า เราก็ทำได้นี่หว่า เพราะฉะนั้น เราอย่าไปจำกัดแพลตฟอร์มครับ”
เป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะไปด้วยแพลตฟอร์มใด ถ้าจะทำให้เราสื่อสารถึงเป้าหมาย คุณท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ก็ไม่หวั่น
แบบอย่างของศิษย์วารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ที่เป็นนักเขียน นักสื่อสารที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ยึดติดแพลตฟอร์ม
