โควิด-19 กับวิกฤตการณ์สื่อ : ถึงเวลาการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยต้องปรับตัว?

โดย เขมทัตต์ พลเดช Kematat Paladesh
ศิษย์เก่ารหัส JCTU21
อดีตนายกสมาคมวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์
อดีตผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน)

:
ในระยะ 3-4 ปีมานี้ วงการสื่อในเมืองไทยมีการขยับเปลี่ยนแปลงสูงและรวดเร็ว บทวิเคราะห์ที่บอกถึงการเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่มาจากสื่อมวลชน นักวิชาการบางคน ซึ่งใช้อารมณ์ การตัดแปะข่าวมาปะติดปะต่อ และการดึงข้อมูลมาจากต่างประเทศมาเป็นข้อมูลด่วนสรุป ดูเหมือนจะได้รับความนิยมสูง จนเกิดวิกฤติศรัทธาความตระหนกในหมู่สังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมอ่อนไหว และรอรับการชี้นำประเด็นที่เกี่ยวกับสื่อและมีเดีย ในเวลานี้ มี issues สำคัญ

1) การปฏิรูปสื่อจะไปในทิศทางใด ซึ่งกำลังมีการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในขณะนี้ ในหลายองค์คณะ ทั้งวุฒิสภา องค์กรสื่อ องค์กรกำกับดูแล /สภาวิชาชีพ !
2) การที่สื่อ นสพ./โทรทัศน์ ต่างทยอยปิดตัวจากพิษธุรกิจและความเสื่อมสภาพในการแข่งขันเกิดขี้นจากอะไร ?
3) กระแสเทคโนโลยีออนไลน์ ทำให้สื่อหลักอ่อนแอจริงหรือไม่ ?
4) กระบวนการแก้ไขกฎหมาย กสทช และกฎหมายดิจิตอล ให้ทันสมัยมากขึ้น จะทำได้จริง และมีส่วนยกระดับคุณภาพของการนำเสนอข้อมูลและการเสพ ของประชาชนได้หรือไม่ /เมื่อไร??
5) หลักสูตรวารสารศาสตร์/นิเทศศาสตร์จะปรับตัวในอีก 4-5 ปีข้างหน้าอย่างไร
6) โควิด-19 ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับโลก แต่กลับทำให้การสื่อสารและความเข้าใจมนุษย์เปลี่ยนไปกว่า 80-90% จะมีทิศทางรับมืออย่างไร

ในมุมมองของผมมองว่า เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้และอนาคต เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนาการ การเสพสื่อในบริบทที่แตกต่างไปตามยุคสมัย ซึ่งหากเราย้อนกลับในยุคปี 2495 ทีวีไทยเกิดมาครั้งแรกในนามบริษัทไทยโทรทัศน์และช่อง4 บางขุนพรหม ดำรงอยู่ได้ไม่นานในปี 2519 ก็ปิดตัวเอง อันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตรายการและเม็ดเงินโฆษณาอุปถัมภ์ที่ยังไม่เติบโตตามสินค้าที่ขยายตัว

ในช่วงที่สื่อยุคเบ่งบาน 2503-2520 นักธุรกิจนักการเมืองหลายราย สนใจอยากเป็นเจ้าของสื่อ (มิใช่เพิ่งมาสนใจในช่วงทีวีดิจิตอล แบบที่นักวิชาการบางคนในบางสำนักบอก) เราจะเห็นได้ว่า เมื่อช่อง 4 บางขุนพรหมเปิด ก็มีการทยอยเปิดทีวีกันตามมา ทั้ง ททบ5 ขาวดำ ช่อง 7 ขาวดำ ในระบบที่เรียกว่า Analog TV 525 เส้น เทคโนโลยีเริ่มเปลี่ยนเมื่อ ระบบ 625 เส้นออกมากลายเป็นสีสัน ได้สถานีช่องแรกคือ ช่อง 7 สีที่เป็นเอกชนมีเงินทุนหนาและมีระบบการวางรากฐานที่ก้าวหน้า จึงประกาศเปลี่ยนเป็น 625 เส้นให้คนไทยดูทีวีสีเป็นครั้งแรก โดยการถ่ายทอดการประกวดนางสาวไทย เมื่อปี 2510 คนไทยทั้งประเทศจึงวิ่งไปเปลี่ยนเครื่องรับเป็นทีวีสีเพื่อดูการถ่ายทอดทั้งประเทศ โดยที่ไม่ต้องมาทำคูปองแลกกล่องรับดิจิตอลแบบที่ REGULATOR และนักวิชาการบางคนดื้อแพ่ง จนทำให้ระบบ Ecosystem ของธุรกิจมีเดียพังพาบเหมือนในปัจจุบัน

หลังจากคนไทยเสพสื่อใหม่ๆ ที่เป็นทีวีสีแล้ว ทุกช่องก็ปรับเปลี่ยนเป็นทีวีสีทั้งหมด ในปี 2517 และมีจำนวนสถานีเพิ่มขึ้น 4-6 สถานีตามการขยายตัวของประชากรและความรู้ความต้องการของสังคม

จนในปี 2519-2520 ทีวีช่องแรกของประเทศที่ไม่มีสถาบันการเงินสนับสนุนและมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นจึงต้องปิดตัวเองและแปรสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ ในนามองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย และตามมาด้วยการเกิดของ ITV ในระบบ UHF ในเวลาต่อมา

ในปี 2530-2548 เทคโนโลยีก็เจริญก้าวไปอีก เมื่อใช้ช่องสัญญานดาวเทียม ให้เป็นประโยชน์ เราจึงเห็นโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นเกิดขึ้นอย่างมากมาย

การเติบโตของสื่อโทรทัศน์มาพร้อมๆกับการเติบโตของธุรกิจการพิมพ์ ทั้งที่สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มต้นมานานกว่าสื่อทีวี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่4-5 แต่ด้วยเนื่องจากระบบการศึกษาของไทยที่ยังเชื่องช้า สังคมไทยจึงมักเป็นสังคมที่ชอบฟัง/มองและพูด มากกว่า “วิเคราะห์ด้วยตนเอง”

เราจึงเห็นหนังสือพิมพ์และนิตยสารเกิดขึ้น ตามsegment ของผู้อ่านมากมายในยุคนั้น
ยิ่งหลังจากยุคความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองและสังคมในปี 2519 เป็นต้นมา การเบ่งบานของสื่อสิ่งพิมพ์ก็มีมากขึ้น ผลพวงของเสรีภาพในการเสพและความต้องการเข้าถึงสื่อมีมากขึ้น
ปี 2538 เกิดสถานีโทรทัศน์ ITV แต่การเขียน TOR ให้ทำเฉพาะรายการสาระ ซึ่งไม่สามารถหารายได้ จึงไม่เข้าเป้าหมายเมื่อเทียบกับค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้รัฐจึงนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงผังรายการ /การเข้ามาซื้อหุ้นของกลุ่มทุน และนำมาซึ่งการฟ้องร้องให้รัฐยึดกลับมา อวสานของ ITV จึงปิดบทบาทและแปรสภาพเป็น TPBS ทีวีสาธารณะในปี 2548

จากปี 2548-2556 นักวิชาการมองว่า คลื่นความถี่ที่มีอยู่น่าจะยึดคืนเป็นของรัฐแล้วเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบประมูลให้เหมือนกับโทรคมนาคมที่ผู้มีอำนาจเคยให้เอกชนในลักษณะ Beauty Contest จึงมีการร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และ พรบ.ประกอบกิจการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ โดยกลุ่มนักวิชาการ นักการเมืองและผู้บริหารกองทัพในยุคนั้น ร่วมกันร่างแนวคิดนี้ โดยใช้สภาเป็นแกนในการขับเคลื่อนและออกกฎหมาย จึงกลายเป็นกฎหมายที่กำเนิด กสทช ในยุคปัจจุบัน และเป็นองค์กรอิสระที่มีชีวิตผูกพันกับการประมูลและการทำงานของสื่อ

แนวคิดของ พรบ.คลื่นความถี่เป็นแนวคิดที่ดี “แต่กระบวนการและการปฏิบัติตนของเหล่า REGULATORS ต่างหากที่อาจเป็นอุปสรรคและก่อให้เกิดการอับปางของสื่อทีวีในปัจจุบันและอาจมีในอนาคต อีกทั้งเมื่อคลื่นยักษ์ด้านเทคโนโลยี social media และ streaming เริ่มเข้ามามากขึ้นในปี 2555 เป็นต้นมา การที่ REGULATORS ขาดความเข้าใจและบริหารจัดการPLATFORM ต่างชาติเหล่านี้ โดยอ้างว่าไม่ใช่ความถี่ที่ตัวเองรับผิดชอบ มันคือหายนะที่ตามมาเป็นลูกโซ่ ซึ่งเห็นได้ชัดภายใน 1-3 ปีนับจากประมูลทีวีดิจิตอล

ย้อนกลับไปที่สื่อสิ่งพิมพ์ ในปี 2531 เป็นที่เริ่มต้นที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์เริ่มขยายตัว เพราะ นสพ.ยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐ พิมพ์หน้าปกเป็นสี่สีเป็นครั้งแรกในช่วงที่ ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ได้เป็นนางงามจักรวาล ซึ่งก็เหมือนเช่น ช่อง7 สีก็ใช้การประกวดนางงามมาเป็นจุดเปลี่ยนผ่านในยุค Analog ที่เปลี่ยนจากยุคขาวดำมาเป็นระบบสี 625 เส้น
การจุดประกายของ นสพ.ไทยรัฐทำให้สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มปรับกระบวนการพิมพ์ให้ทันสมัย ทั้ง นสพ.ฉบับอื่นๆ และนิตยสารที่เคยเป็น text มากๆ และพิมพ์สองสี ก็กลายเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันสวยงาม เน้นรูปภาพ นิตยสารได้แตกแขนงตาม segment ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย fitness แม่บ้าน รถยนต์ ตกแต่งบ้านและนิตยสารบันเทิงเกิดขึ้นมากมาย จนกลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลและขยายตัวสู่ผู้อ่านที่หลากหลาย

นับตั้งแต่ปี 2531-2558 เราจึงเห็นวิวัฒนาการของสื่อมวลชนที่เบ่งบานสูงมาก กระทั่งส่งผลไปถึงระดับอุดมศึกษาที่คณะสื่อสารมวลชน มีคะแนนสอบเข้าสูงไม่น้อยกว่า คณะแพทย์/วิศวกรรม นิติศาสตร์/รัฐศาสตร์ที่เคยยอดฮิตมาก่อน

30 ปีของสื่อสิ่งพิมพ์จึงสนุก มีการสร้างบุคลากรน้ำดีมากมายแก่สังคม แต่ในปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เราเริ่มเห็นสื่อสิ่งพิมพ์ปิดตัวเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ กสทช. แต่เกี่ยวกับ

: เทคโนโลยีที่มาแทนที่ ผสมกับพฤติกรรมผู้คนที่เปลี่ยนไป คนอยากอ่านเมื่อไรก็ได้อ่าน ไม่อยากรอปลายเดือน
: ต้นทุนกระดาษและต้นทุนระบบการพิมพ์สูง
: ต้นทุนบุคลากรในการพิมพ์และมีเดียสูงขึ้น
: รายได้จากโฆษณาหดตัว อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจ
: สังคมไทยและคนไทย ยังยึดติดกับการฟังการชม และห่างจากความรู้ไปสนใจสิ่งบันเทิงมากกว่า

ดังนั้น หากจะขมวดปมปริศนาของเงื่อนงำสื่อสิ่งพิมพ์ที่ปิดตัวเองไป ก็คงไม่หนีห่างจากธุรกิจสื่อทีวี เพียงแต่สื่อสิ่งพิมพ์ปรับและปิดได้โดยไม่ต้องกังวลปัจจัยอื่นๆ แต่สื่อทีวียากที่จะปิดตัว เพราะการลงทุนได้ลงทุนไปสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจ+มุมมองการทำงานของ REGULATOR+เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
สภาพเช่นนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ข้อต่อกัน เมื่อธุรกิจสื่ออับปาง ต้นน้ำคือการผลิตบัณฑิตด้านสื่อก็มีจำนวนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ สถาบันการศึกษาที่เปิดหลักสูตรสื่อสารมวลชนทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดก็เหมือนกับทีวีดิจิตอลที่แห่กันขยายธุรกิจ เมื่อ Demand และ Supply ไม่สอดคล้องกัน ก็เกิดปัญหาในการรับนักศึกษาทันที
อย่างไรก็ตามวิกฤตสื่อในวิชาชีพยังต่างจากวิกฤตหลักสูตรสื่อในวิชาการสถานศึกษา เพราะวิชาชีพมีการ Lay off และยุบธุรกิจได้ แต่ในมหาวิทยาลัยทำได้ยากและล่าช้า อันเนื่องจากมีผลกระทบต่อจำนวนนักศึกษาที่ยังเหลือค้างในระบบของแต่ละชุดวิชา อีกทั้งคณาจารย์ผู้สอนบางคนก็ไม่ยอมรับ “สึนามิสื่อ” ที่เกิดขึ้นในทุกวงการ

สำหรับมุมมองของประเด็นและวิธีการขับเคลื่อน ผมมองว่า

1) โควิด-19 ได้สร้างทศวรรษใหม่ของกระบวนทัศน์สื่อโดยสื่อหลักโดยเฉพาะโทรทัศน์ ยังคงเป็นการนำเสนอรูปแบบเดิม ๆ คือ รายงานจากศูนย์โควิด-19 ของรัฐบาล+รายงานมาตรการในจังหวัดต่างๆ+รายงานผู้เสียชีวิต+รายงานการสั่งซื้อวัคซีน และสุดท้ายคือ รายงานความเดือดร้อนของประชาชนที่มีผลกระทบจากการ lock down ในขณะที่สื่อ นสพ.และวิทยุมีผสมผสานในเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง ทำให้มิติของความรู้อาจไม่พอเพียงสำหรับผู้รับสาร แต่ในขณะที่สื่อออนไลน์และ social media บาง platform ได้ลงลึกไปถึงด้าน positive thinking และอนาคตว่าจะปรับตัวอย่างไร รวมทั้งมี infographic video clip text ความเห็นของ influencer ประกอบและสามารถชมย้อนหลังได้อีกไม่จำกัดครั้ง เป็นการเสริมให้ความรู้ด้านสุขภาพ ชีวอนามัย นวตกรรมใหม่ๆ ที่มาต่อต้านไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี
สำหรับ นสพ.และสิ่งพิมพ์แม้จะยังคงอยู่ ไม่ล้มตายจาก แต่การย้ายถิ่นฐานไปสู่ถนนคนอ่านแบบใหม่ ๆ เราคงต้องมาช่วยกันวิเคราะห์ว่า ทำอย่างไร ผู้ประกอบการสิ่งพิมพ์ จึงจะปรับกระบวนการให้คนไปรับข่าวสารจากสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยวิธีอื่นหรือ platform อื่น เป็นการทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของคน ซึ่งขึ้นอยู่กับความตั้งใจในการ” Reskill โดยเฉพาะ Soft Skill ของคนทำงานในสื่อนั้นๆ ด้วย “

2) คนรุ่นใหม่ไม่ชอบความเทอะทะ ดังนั้น magazine เล่มหนาๆ ที่เน้นให้อ่านเฉพาะคนที่เป็นสมาชิกหดหายไป การหาสมาชิกคนอ่านจึงต้องใช้การสมัครอ่านใน platform digital ที่ปรับแปรไปตามสภาพสังคม โดยเสียเงินแบบเหมาจ่าย ซึ่งเป็นลักษณะของ digital book and library shop แทนและเมื่อโควิด-19 เข้ามาในชีวิต เพียงแค่ 1ปีนิตยสารหลายหัวก็ผันตัวเองไปเป็น E-magazine แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อ digital platform ที่รวมเอาทุก content ทุก segment เข้าไว้ใน platform เดียว หรือหากเป็นการเสนอข่าวทางโทรทัศน์ก็หมดยุคเอาข่าวจากแหล่งข่าวมาเล่าให้ฟัง มันต้องแปรเปลี่ยนเป็นการอธิบายเนื้อของข่าวและมิติของเนื้อข่าวที่มิใช่การบรรยายและลงเสียงของผู้ประกาศ ผู้ชมอยากสัมผัสแหล่งข่าวเอง เช่น มีเสียงจริง สัมภาษณ์เจาะลึกจริง และมิติด้าน infographic ประกอบ จึงสังเกตได้ว่ารายการข่าวของบางสถานีใช้คนจำนวนมาก ในการทำข่าว 1 ชิ้น แต่ความน่าสนใจสู้กับคนข่าวจำนวนน้อย แต่ทำข่าว1 ชิ้นที่หลากหลายมิติได้

3) โควิด-19 ทำให้ เห็นว่าสื่อมวลชนในประเทศเรา ยัง
3.1) ยึดติดวิธีการเดิม ๆ
3.2) ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง /ไม่เปิดใจกว้าง /ไม่หาความรู้ใหม่ๆ/ขาดทัศนคติที่เป็นกลาง และค้นหาความรู้ (ปัจจุบันมักไฝ่หาข้อมูลแปลกๆ ที่ไม่รังสรรค์สมองและความรู้ให้กับตนเองและผู้รับสาร เช่น กรณีลุงพล เป็นต้น)

4) สถาบันการศึกษาควรต้องปรับแนวทางของการเรียนการสอนเป็น digital journalist ที่สร้างพื้นฐานด้านภาพ การเรียบเรียงประเด็น การสร้าง engagement และการเรียนรู้ respond ของผู้อ่าน ในขณะเดียวต้องมีกรอบจริยธรรมในการอยู่ในโลก social media ร่วมกันอีกด้วย

5) กลุ่มบุคลากรในสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี วิทยุ youtuber social influencer ต้องหันมาพัฒนาทักษะในการเป็น data analyst แทน ซึ่งจะทำให้เราอยู่รอดและมีความรู้ที่หลากหลายมากขึ้น

6) REGULATORS หรือผู้กำกับดูแลต้องเป็นคนร่วมยุคร่วมสมัย เข้าใจบริบทของการกำกับดูแล และควบคุมกรณีที่อาจเกิดปัญหากระทบทางสังคม มิใช่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือเข้มงวดจนเกินไป อีกทั้งต้องสนับสนุนให้สื่อเกิดการพัฒนาเรียนรู้ควบคู่กับความรู้ของประชาชนและเยาวชน ที่ผมต้องเน้นเยาวชน เพราะ “อายุขัยของคนรุ่นใหม่ คือ ระยะทางที่กำหนดทิศทางของประเทศชาติและสังคม”

7) บทบาทของภาค Academic ในการเรียนการสอนเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน ควรต้องมีการ cross องค์ความรู้ซึ่งกันและกัน จะตั้งต้นด้วยการสื่อสารมวลชนเพียว ๆ อย่างเดียวย่อมมิได้ แนวทางใหม่ คือ
7.1) อาจารย์ผู้สอนควรต้องกล้าที่ต้องปรับปรุงหลักสูตรใหม่และชุดวิชาทุก 2 ปี
7.2) ต้องกล้าที่จะยกเลิกชุดวิชาบางอย่างที่ซ้ำซ้อนกัน (อาจต้องทำแผนงานให้ชัดเจนและมีระยะเวลา เนื่องจากยังมีนักศึกษาค้างอยู่ในระบบ)
7.3) เพิ่มองค์ความรู้และประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ของงานที่เคยแฝงเป็นส่วนสนับสนุน แต่ปัจจุบันกลายเป็น key elements สำคัญในการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เช่น Media Ethics, Reporter Rule , Privacy Discipline Privacy Protection law, Editorial Writings, วาทกรรมและการโน้มน้าวใจ, Distancing Technology, Media Data Analytics, Social and Behavior Analytics, ความเข้าใจในจิตใจมนุษย์และพฤติกรรมศาสตร์ (Insight Humanity and Socialist Behavior), Equipment for Media Transformation หรืออื่นๆ
7.4) ควรผสมผสานบูรณาการอาจารย์ผู้สอน+ วิชาการ+ case study จากหลายศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีและไอที, วิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล, graphic design ,

ดังนั้น กรรมการ กสทช ยุคใหม่ องค์กรสื่อดิจิตอล กระทรวง ICT องค์กรสื่อทั้งหลาย รวมทั้งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่บ่มเพาะเยาวชน ต้องเข้าใจบริบทของพลวัตรสื่อจาก “ผู้เสพสื่อและกระแสที่ผันแปรเร็ว”

ที่สำคัญควรเป็น “ผู้นำกระแสนวัตกรรมสื่อเพื่อให้เกิดสิ่งดีๆ ในสังคมสื่อ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้สังคมไทยหมุนทิศทางไปในทางที่ถูกต้องและมีศักยภาพ”

การที่สื่อต่างๆ หมุนไปตามกาลเวลาและสูญสลายไป ไม่มีใครผิด ใครถูก อยู่ที่ว่ามนุษย์ซึ่งจะเป็นผู้กำหนด มีความเข้าใจบริบท mega media เหล่านี้หรือไม่ เพราะสื่อที่เราเคยจำแนกออกเป็นสิ่งพิมพ์ ทีวี วิทยุ โฆษณา ภาพยนต์ ประชาสัมพันธ์ บัดนี้ ได้มีการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวเรียบร้อยแล้ว

ธรรมชาติของมีเดียและมนุษย์ ก็คือ ยิ่งปิดกั้นมาก ความบีบรัดก็มาก จะเกิดการระเบิดจากภายใน แต่เมื่อเปิดเสรีมากจนเกินไป เราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง เหมือนเช่นประเทศไทยในวันนี้ และอาจเริ่มส่งผลถึงอนาคตแล้ว

“โควิด-19 คือ วงจรธรรมชาติที่ช่วยเร่งให้นิเวศสื่อ ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วให้มากขึ้น และทำให้ผู้ที่อยู่ในวงการสื่อ ตั้งแต่ระดับสารตั้งต้น คือ อาจารย์ผู้สอน+เยาวชนในโรงเรียน และระดับมหาวิทยาลัย ต้องปลุกเร้าตัวเองในการปรับยุทธศาสตร์การเรียนการสอน แม้กระทั่งระดับสารผสมที่เข้มข้น คือ ภาควิชาชีพที่เป็นสื่อมวลชนวิชาชีพ ก็ควรได้ตระหนักและหันมาทบทวนตัวเอง ในเรื่องระบบการสื่อความ จริยธรรมบุคคล ลดทิฐิมานะ (Ego) ความทระนงของการเป็นสื่อดั้งเดิมลงบ้าง ต้องเปิดรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้รับสารและมีกรอบแห่งความเกรงใจต่อผู้รับสาร โดยไม่ก้าวล่วงสิทธิส่วนบุคคล เพื่อให้ปลายทางคือ ประชาชนและสังคมได้รับข้อมูลสะอาดไร้ข้อมูลหรือทัศนคติที่เป็นมลพิษเจือปน เพื่อให้สื่อเป็น Trusted Sources ที่ดีและชี้นำสังคมในทางที่ถูกต้องในอนาคต”

“ถ้าสื่อดี สังคมก็ดีงาม”
หมายถึง แม้ Content ต้นทางอาจไม่ดี แต่หากสื่อดีสามารถกลั่นกรองเป็นเนื้อหาที่สะอาด/เป็นกลาง ไม่มีอคติ สังคมก็ดีงามตามครรลองที่ควรจะเป็นอย่างแน่นอน

Discover more from สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading