ภูวนารถ ณ สงขลา Nart Nareinthorn
บรรณาธิการบริหาร
Bangkok Today
Bangkok Wealth & Biz
จุดเริ่มต้นในการเป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์
สำหรับจุดเริ่มต้นจากการเรียนสาขาหนังสือพิมพ์ ในคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะสมัยเรียนสนิทกับอาจารย์พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช อาจารย์สาขาหนังสือพิมพ์ในขณะนั้น ท่านคอยแนะนำมาโดยตลอด โดยในช่วงปี 2526 อาจารย์ได้แนะนำให้ไปทำงานกับหนังสือพิมพ์บิสสิเนส วีค ซึ่งกลายเป็นก้าวแรกของการเริ่มทำข่าวทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งยุคนั้นความนิยมข่าวเศรษฐกิจยังอยู่ในวงจำกัด ทำให้ตอนเริ่มทำงานบอกตรงๆว่า ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำข่าวอย่างไร หัวหน้างานคนแรกชื่อ พี่เล้ง ส่งไปทำข่าวร้านค้าทองย่านเยาวราช-เจริญกรุง เนื่องจากในปี 2526 เกิดวิกฤตไฟแนนซ์ทำให้คนหันมาลงทุนในทองกันมากขึ้น ราคาทองมีการขยับขึ้นมาก การไปทำข่าวทำให้รู้จักร้านค้าทองระดับ 5 เสือของไทย กับร้านค้าทองขนาดกลาง ขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นข่าวเศรษฐกิจชิ้นแรกในชีวิต ทำให้รู้จักแหล่งข่าวร้านค้าทองมายาวนาน อย่างนายกสมาคมผู้ค้าทองคำ คือคุณจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นแหล่งข่าวที่นักข่าวรู้จักกันดี และจากข่าวแรกด้านเศรษฐกิจก็ทำให้อยู่ยาวมาตลอด นับจากปี 2526 นับถึงปีนี้ เรียกได้ว่า ทำข่าวเศรษฐกิจมานาน 38 ปีแล้ว
ต่อมาก็ไปอยู่ที่หนังสือพิมพ์เส้นทางเศรษฐกิจ ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจอันดับ 3 รองจากประชาชาติธุรกิจ และฐานเศรษฐกิจ อยู่ที่นั่นจากหัวหน้าข่าวการเงิน-ตลาดหุ้น จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบรรณาธิการบริหาร ซึ่งคุณวิทยา วิทยาอำนวยคุณ เจ้าของเส้นทางเศรษฐกิจ บอกว่า เพราะมองว่าเป็นคนที่ขยันเรียนรู้ ขยันสร้างแหล่งข่าว แล้วก็ทุ่มเททำงานจริงจัง ซึ่งยอมรับว่า ช่วงนั้นสนุกกับการทำงานจริงๆ ทำอย่างเต็มที่ เพราะอาชีพนี้ไม่ได้เป็นอาชีพที่เข้างาน 9:00 น เลิกงาน 17:00 น ข่าวเกิดเมื่อไรก็ได้ ยิ่งข่าวเศรษฐกิจต้องออกไปงานต่างๆ ไปรู้จักแหล่งข่าว อยู่ในงานถึง5 ทุ่ม เที่ยงคืน แทบเป็นประจำ
หลังจากอิ่มตัวที่เส้นทางเศรษฐกิจ ก็หักเหย้ายมาเป็น บก.ให้กับหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยรายสัปดาห์ของคุณรัฐกร อัศดรธีรยุทธ์ ก็ได้มาเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งของการข่าว เพราะคุณรัฐกรเป็นรุ่นบุกเบิกประชาชาติธุรกิจ เป็นอีกโอกาสในการเรียนรู้จากผู้อาวุโสของวงการ
ต่อมาในปี 2538 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ต้องการออกหนังสือพิมพ์รายวันด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากขณะนั้นมีเพียงฉบับเดียวคือกรุงเทพธุรกิจ ซึ่ง คุณประชา เหตระกูล ได้มอบหมาย ให้คุณไตรรัตน์ สุนทรประภัสสร์ เป็น บก. ใช้ชื่อว่าหนังสือพิมพ์สื่อธุรกิจ ด้วยความที่สนิทกับคุณไตรรัตน์มาก่อนสมัยที่ทำอยู่เส้นทางเศรษฐกิจ คุณไตรรัตน์ จึงชวนให้มาเป็นผู้ช่วยบก.บห. ดูแลข่าวเศรษฐกิจ การเงินการคลัง และตลาดหุ้น แต่เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของอาชีพคนทำข่าวก็ว่าได้ เพราะมีหนังสือพิมพ์ปิดตัว นักข่าวตกงาน ซึ่งสื่อธุรกิจก็ปิดตัวด้วยเช่นกัน ช่วงนั้นจึงหันไปทำแมกกาซีนเศรษฐกิจพร้อมจัดรายการวิทยุ กระทั่งปี 2550 ก็ได้รับการชักชวนให้เข้ามาทำที่หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์
“ตอนแรกก็ทำแบบไม่เต็มเวลา แต่สุดท้ายในปี 2551 คุณไพวงษ์ เตชะณรงค์ เจ้าของบางกอกทูเดย์ ก็แต่งตั้งให้เป็นบรรณาธิการบริหาร แล้วก็อยู่ยาวมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นเส้นทางชีวิตของคนทำหนังสือพิมพ์ที่อยู่กับข่าวเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่ที่บางกอกทูเดย์นี่ต้องทำข่าวการเมืองคู่กับข่าวเศรษฐกิจด้วย ก็เป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง”
ถ้าถามว่า อยู่ในวิชาชีพนักข่าวนักหนังสือพิมพ์มายาวนานเพราะอะไร ก็ต้องบอกว่า 1. สนุกกับการทำงาน 2. มองว่าอาชีพนี้มีการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด 3. ภูมิใจว่าอาชีพนักหนังสือพิมพ์คือการนำข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ที่เป็นความจริงมาสู่สังคม 4. ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของอาชีพนักข่าวคือ การได้รู้จักบุคคลต่างๆอย่างหลากหลายได้เรียนรู้วิธีคิดวิธีการทำงานได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้พูดคุยกับคนที่มีความสามารถ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเหมือนกับได้รับการถ่ายทอด เราสามารถเอาไปประยุกต์เอาไปต่อยอดได้
“ยอมรับเลยว่า กับแหล่งข่าวบางคนเราไม่ได้มองเขาเป็นแค่แหล่งข่าว แต่เรามองเขาเป็นไอดอลในการทำงานในการใช้ชีวิต ซึ่งคนที่เป็นไอดอลเหล่านี้กลายเป็นความผูกพันและคบหากันมานาน 20-30 ปีก็มีอยู่หลายคน นี่คือจุดดีที่ทำให้รู้สึกสนุกกับงานและทำให้อยู่มายาวนานขนาดนี้”
มองอย่างไรกับสถานการณ์ปัจจุบัน ในยุค Disrupt ก็ต้องยอมรับว่า มีผลกระทบกับอาชีพคนหนังสือพิมพ์เป็นอย่างมาก ซึ่งก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย หนังสือพิมพ์รายวันไม่ใช่สื่อที่เร็วอีกต่อไป การเกิดขึ้นของข่าววิทยุ รายการข่าวโทรทัศน์ สื่ออินเทอร์เน็ต สื่อโซเชียลออนไลน์ต่างๆ ทำให้นักข่าวต้องมีการปรับเปลี่ยน หนังสือพิมพ์กลายเป็นสำนักข่าวออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างบางกอกทูเดย์ ก็เป็นออนไลน์ 100% ไม่มีสิ่งพิมพ์แล้ว แต่ด้วยความที่ใช้เวลากว่าค่อนชีวิตมากับกระดาษและกลิ่นหมึกทำให้เมื่อปี 2559 ก็ได้ตัดสินใจร่วมกับน้องๆในบางกอกทูเดย์ ทำนิตยสารด้านเศรษฐกิจและ Variety เป็นรายเดือน ขึ้นมา 1 ฉบับ ชื่อว่า Bangkok Wealth & Biz ก็ยังทำมาจนถึงปัจจุบันด้วย
ทำให้เต็มที่ ทำอย่างจริงจัง ยึดมั่นในอุดมการณ์ ในจริยธรรมจรรยาบรรณ อย่างครั้งหนึ่งที่ไปทำข่าวสัมภาษณ์เสร็จแหล่งข่าวบอกว่าจัดแฟ้มเอกสารข้อมูลต่างๆประกอบข่าวไว้ให้แล้ว ก็รับมาโดยไม่ได้เปิดดูพอกลับถึงออฟฟิศเปิดดูปรากฏว่า มีซองใส่เงินติดมาด้วย ซึ่งถามว่าจำนวนน้อยไหมไม่น้อยเลยเพราะเท่ากับเงินเดือน 1 เดือนที่ได้รับในตอนนั้น แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันไม่ถูกต้อง พยายามติดต่อขอคืน แหล่งข่าวก็ไม่ยอมที่จะรับคืน สุดท้ายสิ่งที่ตัดสินใจทำก็คือ นำเงินจำนวนนั้นไปบริจาคให้กับสภากาชาดไทยในชื่อของแหล่งข่าว เมื่อทางสภากาชาดไทยออกใบเสร็จให้ก็ส่งใบเสร็จที่เป็นชื่อของแหล่งข่าว พร้อมกับฝากบอกไปว่าไม่ควรทำแบบนี้ และทีหลังอย่าทำอีก อันนี้คือความภูมิใจเล็กๆ ยึดหลักการนี้มาตลอด ฉะนั้น ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะถูกตรวจสอบอย่างไรก็ไม่กังวล ไม่ว่าจะในทางวิชาชีพหรือในทางการแทรกแซงทางการเมืองในยุคที่สื่อมีการแบ่งแยกขั้ว การเมือง มีการเข้ามาแทรกแซงสื่อในหลายรูปแบบ
#มาเป็นนายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทยจีนได้อย่างไร
เริ่มจากแนวคิดในการตั้งสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นจากสื่อมวลชนจีน ที่เข้ามามีสำนักงานตัวแทนเข้ามามีสาขาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นคนที่ผลักดันคือ CRI หรือ China Radio International ซึ่งทาง CRI ก็ชวนกลุ่มสื่อมวลชนไทย ที่พอจะมีมีความรู้เรื่องจีน เคยทำข่าวเกี่ยวกับจีนมาบ้าง จึงเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการทาบทามให้มาร่วมสร้างสมาคม เพราะถือเป็นนักข่าวที่มีโอกาสไปทำข่าวที่ประเทศจีน ตั้งแต่ปี 2530 ไปกับหอการค้าไทย-จีน ซึ่งตอนนั้น มีคุณบุญทรง ศรีเฟื่องฟุ้ง เป็นประธาน จึงได้ช่วยกันกับเพื่อนสื่อมวลชนไทยและจีน ผลักดันก่อตั้งสมาคมฯขึ้นมา จนเมื่อนายกสมาคมคนแรกครบวาระ ที่ประชุมใหญ่สมาชิกสามัญประจำปี ก็ได้เลือกให้ขึ้นมาเป็นนายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน คนปัจจุบัน
งานหลักของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน คือ การสร้างกิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเชิงข่าว ให้ผู้สื่อข่าวไทย รู้จักประเทศจีน ให้ผู้สื่อข่าวจีนรู้จักประเทศไทย เป็นความสัมพันธ์ในเชิงลักษณะของการแลกเปลี่ยนบนความผูกพันระยะยาว เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามประเทศจีนมีความสำคัญมากกับประชาคมโลก
ดังนั้น สื่อมวลชนไทยจึงควรเรียนรู้ และเข้าใจบริบทต่างๆ ของประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมา สื่อมวลชนไทย มักจะรับรู้ข้อมูลข่าวต่างประเทศ จากสำนักข่าวต่างประเทศทางตะวันตกเป็นหลัก ทำให้ภาพของประเทศจีนอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด การที่มีโอกาสได้รู้ข่าวตรงจากทางจีน จึงสอดคล้องกับหลักการที่ว่า ควรหาข่าวให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกๆด้าน ที่ผ่านมาสมาคมฯจะมีการจัดสัมมนาวิชาการ ให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน จัดให้มีการฝึกอบรมภาษาจีนให้กับสื่อมวลชนไทย ประสานความร่วมมือกับทางสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย อันนี้ก็เป็นบทบาทหลักๆที่ทำอยู่
ยังมีอีก 2 สมาคมเข้าไปช่วยเหลือ อันหนึ่งก็คือสมาคมวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์นี่แหละ ก็ถือว่าเป็นการ ตอบแทน เป็นความผูกพันที่มีต่อคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเต็มใจทำงานให้กับสมาคมวารสารศาสตร์ฯไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่มีแรง
ส่วนอีกที่คือสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ตอนนี้เป็นอุปนายกฯ และเป็นประธานชมรมอาสาพิทักษ์สิทธิ์ผู้ถือหุ้น สมาคมนี้เริ่มจากการเป็นนักข่าวสายเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นมาตั้งแต่ยุคกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนที่ 3 มีการเปิดพอร์ตลงทุนในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2528 เพราะต้องบอกว่าเงินเดือนนักข่าวไม่ได้สูง การลงทุนอย่างมีความรู้ในตลาดหุ้น ถือเป็นการเสริมสร้างและวางแผนชีวิตในอนาคตได้ดี อย่างบ้านที่ซื้ออยู่อาศัยในปัจจุบัน
นอกจากเก็บหอมรอมริบจากเงินเดือนแล้ว ส่วนหนึ่งก็ได้เงินจากตลาดหุ้นที่เข้าไปลงทุนนี่แหละ ดังนั้นเมื่อมีผู้ใหญ่ในตลาดหุ้น ยุคเมื่อ 30 กว่าปีก่อน คือคุณทวี วิริยะทูรย์ คุณนารถสิริ วิมลเฉลา และคุณธวัช อานันโทไทย ชวนให้มาช่วยกัน จึงเข้าไปช่วยในเรื่องการประชาสัมพันธ์ ช่วยทำวารสารให้กับทางสมาคม ก็ผูกพันอยู่ยาวมา 32 ปี จนถึงวันนี้ วันที่ไม่มีวารสารที่เป็นสิ่งพิมพ์แล้วแต่ทำเป็น e-book แทน
บทสรุป จะเห็นว่าในวันที่เราเดินไปบนวิถีทางของวิชาชีพ เราจะได้เรียนรู้ได้พบกับความหลากหลาย ได้พบกับผู้คนมากมาย ได้มองเห็นโอกาส ในแนวทางที่ถูกต้อง ถ้าเราพัฒนาตัวให้เป็นมืออาชีพ มุ่งมั่น ในจรรยาบรรณและจริยธรรมวิชาชีพ ยึดให้มั่นในแก่นเหล่านี้ เปิดใจให้กว้างที่จะเรียนรู้ อย่าปิดกั้นตัวเองอย่าเป็นชาล้นถ้วย แหล่งข่าวทุกคน คือความรู้คือประสบการณ์ที่เราสามารถเรียนรู้ ข้อมูลทุกอย่างเป็นสิ่งที่น่าค้นคว้าน่าศึกษา ทำข่าว จะต้องรู้จักทำการบ้าน รู้จักหาข้อมูลต่างๆ ซึ่งแม้วันนี้ จะมองว่าเป็นวิชาชีพที่ถูกกระทบจาก Disrupt ก็ใช่ แต่ที่สำคัญไม่ว่าหนังสือพิมพ์จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปแบบใด แพลตฟอร์มใดก็ตามในอนาคต คนข่าวคนทำหนังสือพิมพ์ที่เป็นมืออาชีพก็ยังเป็นความต้องการ สำหรับวิชาชีพสื่อสารมวลชนอยู่ดี
“ดังนั้น ถ้ายึดมั่นในการเรียนรู้ ยึดมั่น ในการประกอบวิชาชีพ อย่างมีจริยธรรมจรรยาแล้ว เชื่อว่านักข่าวมืออาชีพจะยังอยู่ได้แน่นอน”
นารทคือ เมล็ดพันธ์สื่อของชาวนกน้อย ที่งอกงามหยั่งรากลึกในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์มาอย่างช้านาน จนปัจจุบันสามารถปรับตัวในยุค disrupted อย่างเรียบร้อย และยังคงเดินหน้าในสายอาชีพ และยังกลับมาช่วยเหลือคณะ รวมถึงหน่วยงานรอบตัวอีกด้วย
